ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่กับ 10 วิธี
ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่กับ 10 วิธี
ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ กับ 10 วิธีนี้กัน
1. เวลาจะเลือกทานไข่เจียว
แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมันก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ
2. เปลี่ยนการทาน
เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้นช่วยลดน้ำหนักได้
3. การไม่ทาเนยบนขนมปัง
การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น
4. ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี
สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน
5. เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำ
เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน
6. เปลี่ยนการใช้น้ำตาล
เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี
7. ใช้นมพร่องมันเนย
ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม
8. เวลาทานสลัด
เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี
9. เปลี่ยนอาหารเช้า
เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้
ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2 ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1 ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี
แค่นี้ก็สามารถลดลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ได้แล้วล่ะจ้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก womans story
ลดไขมันส่วนเกิน
ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้
อันตรายจากการนอนคุดคู้
ช่วงเวลาของการนอน ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ร่างกายจะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะที่เรานอน ร่างกายจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังที่จะออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่าช่วงเวลาของการนอนนั้นมีอุปสรรคในการนอน เช่น ที่นอนแข็งไป หมอนนิ่มไป หรือแม้แต่การนอนในท่าที่ผิดลักษณะของการนอนที่ดี ก็อาจจะทำให้ช่วงเวลาของการนอนนั้นพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร
นอนคุดคู้ ทำลายกระดูกสันหลัง
นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้ว่า นอกเหนือไปจากท่านอนในแบบต่างๆ ยังมีท่านอนที่ยังมีผู้คนมากมายมักใช้โดยไม่รู้ตัวก็คือ “ท่านอนแบบคุดคู้” ซึ่งท่านี้ นพ.พูนศักดิ์บอกว่า เป็นท่าที่ทำร้ายกระดูกสันหลังของเรามาก และอาจทำให้มีอาการปวดหลังได้มากที่สุดด้วย
เนื่องจากการนอนแบบคุดคู้จะต้องก้มศีรษะ โก่งหลัง งอสะโพก งอเข่า การก้มคอทำให้กล้ามเนื้อคอตึงตลอดเวลา ทำให้เกิดการอักเสบอันนำมาซึ่งอาการปวดคอ นอกจากนี้กระดูกคอก็ยังงออีกด้วย ทำให้เพิ่มแรงดันภายในหมอนรองกระดูก และมีผลทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกอักเสบได้ หากนอนท่านี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และในที่สุดอาจก่อให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนใน
“การนอนคุดคู้ก็ยังก่อให้เกิดการปวดที่หัวไหล่ และสะโพกด้านข้างอีกด้วย เนื่องจากการนอนลักษณะนี้ต้องเป็นการนอนตะแคง ซึ่งมีผลให้เกิดการกดทับที่บริเวณหัวไหล่และสะโพกทำให้เส้นเอ็นไหล่และสะโพกอักเสบ การนอนคุดคู้จึงไม่เหมาะกับสรีระร่างกายของมนุษย์เราเป็นอย่างยิ่ง การนอนที่ถูกต้องจึงเป็นการนอนหงาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังแล้วไม่สามารถนอนหงายได้ ก็ควรนอนในลักษณะกึ่งคว่ำ กอดหมอนข้างขนาดใหญ่ก็พอจะลดอาการปวดหลังได้บ้าง”
นอนท่าไหน ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
ท่านอนเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการสำหรับสุขภาพการนอน ท่านอนท่าไหนส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ไปดูกัน
- ท่านอนหงาย นพ.พูนศักดิ์ บอกว่าเป็นท่านอนที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เราหายใจสะดวก และไม่มีอาการปวดตามร่างกายหลังตื่นนอน เนื่องจากการนอนหงายนั้นน้ำหนักตัวเราจะกระจายไปทั้งแผ่นหลัง ไม่มีการกดทับที่ใดเป็นพิเศษ กระดูกสันหลังก็อยู่ในแนวตรง ไม่มีการบิดเบี้ยว การนอนหงายที่ถูกต้องควรมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี
- ท่านอนตะแคง เป็นท่าที่ดีอีกท่าหนึ่ง โดยเฉพาะหากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่า หรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว
- ท่านอนคว่ำ ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย
- ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดีเช่นกัน ซึ่งท่านี้ส่วนใหญ่มักใช้ในผู้สูงอายุเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ได้ โดยมีหมอนพยุงแผ่นหลังและรองใต้เข่า ซึ่งไม่ควรใช้ท่านี้เป็นท่านอนพักผ่อนประจำ เพราะศีรษะหรือลำตัวอาจจะเอนไปมา อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่หลังได้
นอกจากนี้ องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอน หรือที่นอนก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน การเลือกหมอนนั้นควรเลือกที่มีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหนหรือใบใดที่จะเหมาะกับใคร เห็นทีจะยากสักหน่อย แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือเมื่อคุณหนุนหมอนใบไหนแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ส่วนเรื่องที่นอน หรือเตียงนอนนั้น บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการนอนที่นอนที่แข็ง เช่น บนไม้กระดาน เสื่อ หรือนอนกับพื้นจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วอาจจะไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น เพราะไม่แข็ง หรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริงถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะมีความนุ่ม หรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ การนอนที่นอนนุ่มเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง จึงเกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่างได้ง่าย
เพียงแค่นอนให้ถูกท่าถูกทาง รวมถึงการเลือกเครื่องนอนที่เหมาะสม ก็ช่วยให้การนอนพักผ่อนของคุณเต็มไปด้วยคุณภาพและตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ที่มาข้อมูลและภาพ jorpor.com
ลดอ้วน ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้
ลดอ้วน ลดโรค ด้วย10 เคล็ด(ไม่)ลับลดน้ำตาล
ลดอ้วน ลดโรค
ลดอ้วน
ลดอ้วน
1. อย่าอดมื้อเช้า วันนี้ตื่นสาย อดข้าวเช้าแล้วกันนะ…อย่าได้คิดอย่างนี้เลยเชียว เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่จะให้พลังงานคุณทั้งวัน การกินมื้อเช้าจะทำให้คุณตื่นเต็มที่ พร้อมลุยงานอย่างสดชื่นและทำให้ความอยากน้ำตาลของคุณลดลงไปทั้งวันด้วย
2. เลือกข้าวกล้องกับขนมปังโฮลวีต ข้าวสวยและขนมปังขาวมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประเภทโมเลกุลเดี่ยวที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แต่ข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในปริมาณที่น้อยกว่าและช้ากว่า ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่
3. ทำอาหารกินเอง เดี๋ยวนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเน้นปรุงให้หวานเป็นหลักเพื่อเอาใจลูกค้า โดยที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารแต่ละจานใส่น้ำตาลลงไปขนาดไหน ซึ่งการทำอาหารเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะควบคุมน้ำตาล แถมยังได้รสชาติถูกปากและได้โชว์เสน่ห์ปลายจวักด้วยนะ
4. ชิมก่อนปรุง อย่างที่บอกว่าอาหารเดี๋ยวนี้เน้นหวานอยู่แล้ว ถ้าคุณใส่น้ำตาลเพิ่มอีกก็อาจหวานจนเลี่ยนได้ ก่อนจะแตะเครื่องปรุง ลองชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นยังไง บางทีคุณอาจไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยสักนิดก็ได้
5. ตั้งโควต้าของหวานในแต่ละวัน ยิ่งคุณพยายามเลี่ยงเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งอยากเท่านั้น ลองตั้งโควต้าให้ตัวเองว่าวันนี้คุณจะกินของหวานได้กี่ชิ้นหรือกี่จาน แล้วใช้โควต้านี้กับของหวานที่คุณชอบที่สุด แล้วค่อยๆ ปรับลดลงทีละน้อย
6. เก็บลูกอมออกไปให้พ้นโต๊ะ สาวๆ หลายคนอาจคิดว่ามีลูกอมติดโต๊ะไว้เวลาอยากของหวานจริงๆ จะได้ไม่ต้องออกไปหาของหวานแบบจัดหนัก แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยาก เพราะฉะนั้นเก็บเลยค่ะ แจกจ่ายออกไปเสียให้หมดแล้วไม่ต้องหาเพิ่มถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้ติดน้ำผึ้งแท้ไว้ผสมน้ำแล้วค่อยๆ จิบเอาจะดีกว่า
7. กำจัดน้ำอัดลม น้ำอัดลมนี่แหละตัวร้าย เอาออกไปจากตู้เย็นให้หมด ถ้าติดนิสัยต้องดื่มน้ำหวานเป็นประจำ ให้เลือก น้ำผลไม้ 100% ดีที่สุด อ่านฉลากให้เป็น เปรียบเทียบดูยี่ห้อที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด แต่ถ้าคั้นเองได้ก็จะเริ่ดมาก
8. ผลไม้หวานๆ ช่วยคุณได้ ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารที่ช่วยลดหรือชะลอการดูดซึมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน และน้ำตาลในผลไม้สดก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่าไหร่
9. เคี้ยวหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล หมากฝรั่งพวกนี้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างพวกไซลิทอลและแอสปาร์แตม เพื่อหลอกให้ร่างกายคุณรู้สึกว่าได้กินของหวานไปแล้ว แต่อย่ากินมากเกินไปนะ เพราะอาจทำให้ร่างกายมีความอยากน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นแทน
10. แบ่งของหวานกับเพื่อน ถ้าอดใจไม่ไหว อยากชิมสักนิด อยากลองสักหน่อยจริงๆ ก็ซื้อมาแต่น้อยแล้วแบ่งให้ทั่ว พอได้เป็นเจ้าของแล้วความอยากของคุณจะลดลงไปส่วนหนึ่ง และการแบ่งก็จะทำให้คุณได้กินน้อยลง ซึ่งน้ำตาลที่คุณได้รับก็จะน้อยลงตามไปด้วย แล้วถ้าคุณยั้งใจไม่อยู่เพื่อนก็จะช่วยห้ามคุณได้
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
ลดอ้วน ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้
หุ่นสวย แม้ทานขนมปัง
หุ่นสวยแม้ทานขนมปัง
หุ่นสวย ใครก็อยากมี และทุกครั้งที่ลดน้ำหนัก เราเข้าใจดีค่ะว่าสาวๆ ต้องลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารออกไปในปริมาณมาก นั่นหมายถึงสาวๆ ต้องงดแป้ง งดข้าว อาหารจำพวกเส้น หรือขนมปังต่างๆ และนั่นทำให้สาวๆ หิวง่ายมากๆ เราอยากจะบอกว่าอย่างดขนาดนั้นเลยค่ะอย่างน้อยก็กินขนมปังกันดีกว่า เพื่อหุ่นสวยและคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ
หุ่นสวย ด้วยขนมปังโฮลวีท
ขนมปังที่แนะนำให้กินในช่วงลดน้ำหนักเน้นเลยค่ะว่าต้องเป็นขนมปังโฮลวีตเท่านั้น เพราะไม่ทำให้อ้วนแน่นอน และยังทำให้อิ่มท้องอีกด้วย เพื่อให้ได้สารอาหารที่เพียงพอ สาวๆ ควรกินขนมปังแผ่นโฮลวีตแทนการกินข้าวให้ได้วันละประมาณ 12 แผ่น และสำหรับผู้ชายควรกินประมาณวันละ 16 แผ่นค่ะ
การจะกินขนมปังในแต่ละมื้อตลอดทั้งวันให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น ควรจะเพิ่มสารอาหารอื่นๆ เข้าไปในมื้อนั้นๆ ให้ได้ครบถ้วนด้วยค่ะถึงจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงทำได้ง่ายๆ คือการทำเป็นแซนด์วิชและเพิ่มอาหารอื่นๆ เข้าไปในแซนด์วิชนั้นอาหารที่จะเพิ่มเข้าไปให้ได้สารอาหารที่หลากหลายมากขึ้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่าค่ะ
ผัก เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ควรเลือกเลยค่ะ ผักที่นิยมใช้ในการทำแซนด์วิช คือ ผักกาด, หอมใหญ่, มะเขือเทศ และแครอท หรือถ้าหากเบื่อกับการกินแซนด์วิชก็นำมาทำเป็นสลัดผัก แล้วฉีกขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมลงไปในสลัดก็ได้ค่ะ
ผลไม้ การทำแซนด์วิชผลไม้ทำได้แสนง่ายดาย เพียงแค่เลือกผลไม้แคลอรีและน้ำตาลต่ำอย่างสตรอเบอร์รี่, แอปเปิ้ลหรือลูกแพร์มาฝานเป็นแผ่นบางๆ และใช้โยเกิร์ตเป็นครีมทาแซนด์วิช ก็จะได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ ของโยเกิร์ตและผลไม้ ทำให้ขนมปังจืดๆ มีรสชาติอร่อยขึ้นเยอะ แถมได้วิตามินและไฟเบอร์ไปเต็มๆ เลยค่ะ
โปรตีนจากเนื้อสัตว์ สาวๆ อาจจะทำแซนด์วิชที่ใส่ผักตามปกติ แล้วเพิ่มเนื้อสัตว์ไม่ติดมันลงไปด้วยก็ได้ค่ะ ทั้งไก่บด, เนื้อบด หรือเนื้อปลา ก็อร่อยได้คุณค่าทางอาหารไม่แพ้กันเลยค่ะ นอกจากเนื้อสัตว์ก็ยังสามารถใช้ไข่ต้มได้เช่นกัน โดยเลือกกินส่วนที่เป็นไข่ขาวให้มากกว่าไข่แดงเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 3-4 ฟองกำลังพอดีเลยค่ะ
สาวๆ ที่ใช้สูตร Low Carb Diet ควรทำความสนิทสนนกับขนมปังโฮลวีตที่ว่าเอาไว้มากๆ เพราะสามารถทดแทนพลังงานจากแป้งที่หายไปได้ดีเยี่ยมจริงๆ
ที่มา ..Spicy

หุ่นสวย ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้
ล้างพิษด้วยชาเขียว
ล้างพิษด้วยชาเขียว
ลดต้นขา
ชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยา บำบัดมายาวนานนับพันๆ ปี เพราะนอกจากชาเขียวจะเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพใจอีกด้วย และคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์ ด้วยสาร Polyphenols ในชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ (Detoxifying Enzyme) ช่วยยับยั้งขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และพัฒนาการทำงานองแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้
นอกจากนี้ ชาเขียว ยังสามารถขจัดอนุมูลอิสระช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจทำงานดีขึ้น ผิวพรรณสดใสและสนับสนุนการทำงานของเอ็นไซม์ในตับซึ่งเป็นเหมือนโรงงานขจัด สารพิษจากอาหารแห่งเดียวของร่างกาย จึงนับว่าการบริโภค ชาเขียว เป็นการล้างพิษทางกายภาพที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดค่ะ
ผลที่ได้รับจากการล้างพิษด้วยชาเขียว
ระบบขับถ่ายของเราจะค่อยๆ ดีขึ้นปัญหาท้องผูกและอาการร้อนในลดลง
โอกาสเกิดโรคมะเร็งในทางเดินอาหารลดน้อยลงกว่าผู้ที่ไม่ได้บริโภคชาเขียว
ผิวพรรณจะค่อยๆ สดใส ไม่หมองคล้ำ ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อม
ตับมีสุขภาพดี
ที่สำคัญที่สุดยังห่างไกลจากโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆ ได้อีกด้วย
ที่มาจาก BKKMENU.com
ลดต้นขา ลดน้ำหนัก
2bSlym (ทูบีสลิม) 5 พลังมหัศจรรย์จากสารสกัดธรรมชาติ เพื่อหุ่นเพรียวสวยไม่ต้องรอ ไม่โยโย่ ไม่มีสารเคมี
คลิก
มะเฟืองผลไม้ลดความอ้วน
ลดความอ้วนด้วยมะเฟือง

สาว ๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดหุ่นอยู่ล่ะก็ ลองใช้มะเฟือง เป็นตัวช่วยดูก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ใครที่ยังไม่เคยทาน หรือไม่รู้จักสรรพคุณ ลองฟังทางนี้แล้ว จะลดความอ้วน ได้ไม่มากก็น้อย
เราจะบอกให้ว่ามะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีทั้งรสหวานและเปรี้ยว เวลาทานต้องฝานออก มาคล้ายรูปดาว นอกจากจะทานเป็นผลไม้แล้ว ยังใช้เป็น เครื่องเคียงกับแหนมเนือง ทำมะเฟืองสามรส หรือคั้นเป็น น้ำผลไม้ก็เข้าท่าไม่เบา เพราะมะเฟืองมีสรรพคุณทางยาช่วย ดับกระหาย แก้ร้อนใน บำรุงเส้นผม ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย และมีวิตามินซีช่วยบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟัน
นอกจากนี้มะเฟืองยังให้พลังงาน น้ำตาลและเกลือโซเดียมต่ำ เหมาะกับการกินเพื่อควบคุมน้ำหนัก คุมน้ำตาลในเลือด หรือลดความอ้วน จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ ต้องการควบคุมน้ำหนักให้เลือกกินมะเฟืองผลไม้อุดมค่า
ผลไม้รสชาติหวานๆ ก็ทำให้อ้วนได้นะ
ที่มา…กุลสตรี
http://www.facebook.com/imagetreethailand
ปฏิวัติการกินต้านแก่
ปฏิวัติการกินต้านแก่
Anti-Aging Medicine ไม่ได้หวังให้ทุกคนหันมาทานอาหารออแกนิก หรือชีวจิตกันหมดโลก เพราะนั่นดูจะเป็นหนทางที่ “กล้ำกลืน” เกินไป และถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังไม่อยากแก่ นี่คือแผนปฏิวัติการกินแบบง่าย ๆ ที่คุณต้องฟังอีกครั้งหนึ่ง
- เวลารับประทานอาหารควรเคี้ยวให้ช้าลง
- เลือกรับประทานแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ อย่างเช่น กล้วย, มะม่วง, แอปเปิล, สตรอว์เบอร์รี, โยเกิร์ต, นม, น้ำตาลฟรุคโตส และเกาลัด
- ในทางตรงกันข้ามก็หลีกเลี่ยงแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลสูงอย่างพวกข้าวขาว, ข้าวเหนียว, ขนมปังสังขยา, มันฝรั่ง, แตงโม, ไอศกรีม, โดนัท, น้ำตาล และน้ำอัดลม ส่วนแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลางอย่าง แครอท, ข้าวกล้อง, สับปะรด, ก๋วยเตี๋ยว และส้ม ก็ให้เลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ
- งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- จำกัดอาหารที่มีแคลอรี่สูง
- ทานอาหารผลไม้สดที่สะอาด
- คนอ้วนควรยอมรับความจริงว่าทานมากไป และพยายามหลีกเลี่ยง
- หยุดหาข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย
- หลีกเลี่ยงไขมันแปรรูป “Trans Fat” เช่น ไขมันเทียม หรือครีมเทียม
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด เพราะเต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง ควรหันมารับประทานประเภท “นึ่ง”
- กินเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี
- ลดปริมาณไขมันจากสัตว์ นมวัว
ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อต้านแก่
หลีกเลี่ยงน้ำมันกรดไขมันไม่อิ่มตัว ควรทานน้ำมันปลา, น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าวแทน
เสริมวิตามิน เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างพอเพียง
สร้างภูมิคุ้มกันความแก่ ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียด
5 เมนูอาหารกินต้านแก่
1. ปลาแซลมอน และกุ้ง สารสีส้มที่ผิวของปลาแซลมอน และกุ้ง เป็นสารในกลุ่มคาโรตีน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน
2. ไวน์ องุ่นม่วง ถั่ว และบูลเบอร์รี มีสาร polyphenol ช่วยกระตุ้นความจำและการรับรู้ ป้องกันความอ้วน และโรคไขมันเกาะตับ เบาหวาน
3. นมถั่วเหลือง ช่วยลดความดัน เพิ่มไขมันดี HDL-C
4. แอปเปิล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย
5. บรอกโคลี มีสารซัลโฟราเฟนช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกายได้เป็นอย่างดี
ที่มาจาก http://health.kapook.com/view56757.html
เชื่อผิดๆแบบนี้…อ้วนมานักแล้ว
ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เช่น บริหารแขนวันหนึ่ง แล้วก็บริหารขาอีกวันหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป
ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน
ความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า “อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ” เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว 50 แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ 2 แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น
ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น
ความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพ
ความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย 3 จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ 4-5 กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ที่มา : sanook.com
10 เหตุผลที่ลดเท่าไหร่น้ำหนักก็ไม่ลงสักที
ลดอาหาร ออกกำลังกาย แต่ขึ้นตาชั่งทีไรน้ำหนักก็เท่าเดิม อยากรู้ไหมว่าทำไมกันนะ?
1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?
สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ
2.คุณอาจจะนอนไม่พอ
นอนดึก ๆ หรือนอนน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น
3.คุณเครียดเกินไปไหม?
ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)
4.คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง
กินน้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)
5.คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?
การลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมาก ๆ ออกกำลังกายน้อย ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณลดน้ำหนักก็ได้
6.คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ
ถามตัวเองให้แน่ ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก
7.คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ
ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ
8.น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้
น้ำหนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมาก ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ
9.คุณอาจใจร้อนเกินไป
ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็น ๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเอง…ไม่ต้องรีบ
10.บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)
โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมาก ๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือน ๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
10 เคล็ด (ไม่) ลับ ลดน้ำตาล ลดโรค ลดอ้วน
ของหวานกับผู้หญิงเป็นของคู่กั๊น- คู่กัน แต่อย่าลืมว่าถ้ากินไม่ยั้งโรคต่าง ๆ มากมายจะถามหา ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจไปจนถึงสิ่งที่ผู้หญิงยี้ที่สุดอย่าง “ความอ้วน” แต่ “ความหวาน” ก็เป็นสีสันหนึ่งของชีวิต จะให้ทำใจหักดิบตัดทิ้งไปเลยก็ไม่ได้ ใช่ไหมละ? เคล็ด (ไม่) ลับของ Lisa จะช่วยให้คุณลดน้ำตาลได้โดยที่คุณแทบไม่รู้สึกเลยล่ะ
1. อย่าอดมื้อเช้า วันนี้ตื่นสาย อดข้าวเช้าแล้วกันนะ…อย่าได้คิดอย่างนี้เลยเชียว เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่จะให้พลังงานคุณทั้งวัน การกินมื้อเช้าจะทำให้คุณตื่นเต็มที่ พร้อมลุยงานอย่างสดชื่น และทำให้ความอยากน้ำตาลของคุณลดลงไปทั้งวันด้วย
2. เลือกข้าวกล้องกับขนมปังโฮลวีต ข้าวสวยและขนมปังขาวมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประเภทโมเลกุลเดี่ยวที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แต่ข้าวกล้อง และขนมปังโฮลวีตเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงช้อน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในปริมาณที่น้อยกว่า และช้ากว่า ทำให้บริเวณน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่
3. ทำอาหารกินเอง เดี๋ยวนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเน้นปรุงให้หวานเป็นหลักเพื่อเอาใจลูกค้า โดยที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารแต่ละจานใส่น้ำตาลลงไปขนาดไหน ซึ่งการทำอาหารเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะควบคุมน้ำตาล แถมยังได้ รสชาติถูกปากและได้โชว์เสน่ห์ปลายจวักด้วยนะ
4. ชิมก่อนปรุง อย่างที่บอกว่าอาหารเดี๋ยวนี้เน้นหวานอยู่แล้ว ถ้าคุณใส่น้ำตาลเพิ่มอีกก็อาจหวานจนเลี่ยนได้ก่อนจะแตะเครื่องปรุง ลองชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นยังไง บางทีคุณอาจไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยสักนิดก็ได้
5. ตั้งโควตาของหวานในแต่ละวัน ยิ่งคุณพยายามเลี่ยงเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งอยากเท่านั้น ลองตั้งโควตาให้ตัวเองว่าวันนี้คุณจะกินของหวานได้กี่ชิ้นหรือกี่จาน แล้วใช้โควตานี้กับของหวานที่คุณชอบที่สุด แล้วค่อย ๆ ปรับลดลงทีละน้อย
6. เก็บลูกอมออกไปให้พ้นโต๊ะ สาว ๆ หลายคนอาจคิดว่ามีลูกอมติดโต๊ะไว้เวลาอยากของหวานจริง ๆ จะได้ไม่ต้องออกไปหาของหวานแบบจัดหนัก แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยาก เพราะฉะนั้นเก็บเลยค่ะ แจกจ่ายออกไปเสียให้หมดแล้วไม่ต้องหาเพิ่ม ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้ติดน้ำผึ้งแท้ไว้ผสมน้ำแล้วค่อย ๆ จิบเอาจะดีกว่า
7. กำจัดน้ำอัดลม น้ำอัดลมนี่แหละตัวร้าย เอาออกไปจากตู้เย็นให้หมด ถ้าติดนิสัยต้องดื่มน้ำหวานเป็นประจำ ให้เลือกน้ำผลไม้ 100% ดีที่สุด อ่านฉลากให้เป็น เปรียบเทียบดูยี่ห้อที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด แต่ถ้าคั้นเองได้ก็จะเริ่ดมาก
8. ผลไม้หวาน ๆ ช่วยคุณได้ ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใย อาหารที่ช่วยลดหรือชะลอการดูดซึมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน และน้ำตาลในผลไม้สดก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่าไหร่
9. เคี้ยวหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล หมากฝั่งพวกนี้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างพวกไซลิทอลและแอสปาร์แตม เพื่อหลอกให้ร่างกายคุณรู้สึกว่าได้กินของหวานไปแล้ว แต่อย่ากินมากเกินไปนะ เพราะอาจทำให้ร่างกายมีความอยากน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นแทน
10. แบ่งของหวานกับเพื่อน ถ้าอดใจไม่ไหว อยากชิมสักนิด อยากลองสักหน่อยจริง ๆ ก็ซื้อมาแต่น้อยแล้วแบ่งให้ทั่ว พอได้เป็นเจ้าของแล้วความอยากของคุณ จะลดลงไปส่วนหนึ่ง และการแบ่งก็จะทำให้คุณได้กินน้อยลง ซึ่งน้ำตาลที่คุณได้รับก็จะน้อยลงตามไปด้วย แล้วถ้าคุณยั้งใจไม่อยู่เพื่อนก็จะช่วยห้ามคุณได้
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
การปฏิบัติตน เมื่อคิดจะลดน้ำหนัก
อ้วน (Obesite) เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณไขมันสะสมมากกว่าปกติ และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคหลอดเลือดหัวใจ
ในการศึกษาทางระบาดวิทยาได้ใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ โดยกำหนดว่า
อ้วนมีค่าดัชนีมวลกายเท่ากับหรือมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
น้ำหนักเกินมีค่าดัชนีมวลกายระหว่าง 25-29.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
และน้ำหนักน้อยมีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ข่วยควบคุมน้ำหนักและรักษาสุขภาพคู่กันไปด้วย หากคิดจะลดน้ำหนัก ควรมีการจัดการ ดังนี้
1. ขอให้ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำจริง
2. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสามารถที่จะทำได้ เพื่อสุขภาพควรตั้งเป้าหมายที่จะลด คือ 5-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น เช่น น้ำหนักตัวเริ่มต้น 80 กิโลกรัม ลดน้ำหนักได้ 5% คือลดประมาณ 4 กิโลกรัม ถ้าลด 10% คือลดประมาณ 8 กิโลกรัม ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง ความดันโลหิตลดลงและไขมันในเลือดลดลงด้วย
3. การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือ การลดอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ คือควรลดน้ำหนักประมาณสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม – 1 กิโลกรัม และเมื่อลดได้แล้วก็ต้องควบคุมน้ำหนักตัวเองให้คงที่ได้ตลอดไป
4. การลดน้ำหนักตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ควรลดปริมาณอาหารจากที่กินปกติลงวันละ 200-300 กิโลแคลอรี (ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 45-60 นาที) จะลดน้ำหนักได้ดีกว่าลดปริมาณอาหารอย่างเดียววันละ 500 กิโลแคลอรี
5. แบบแผนการลดน้ำหนักควรยืดหยุ่น และจะต้องช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้ สำหรับผู้หญิงควรได้รับพลังงานต่ำสุด 1000-1200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ 1400-1600 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่
6. การลดน้ำหนักได้ดี จะต้องมีความตั้งใจจริง เรียนรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและเปลี่ยนแปลงนิสัยการบริโภคทีละน้อยเพื่อสร้างความเคยชิน
7. วิธีลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลระยะยาว คือควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกายสม่ำเสมอตลอดชีวิต
8. การจำกัดอาหาร ในระยะแรกน้ำหนักที่ลดได้มากส่วนใหญ่มักจะเป็นน้ำ ระยะต่อๆ มาจึงจะเป็นระยะที่ร่างกายลดไขมัน ดังนั้น ต้องมีความตั้งใจควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง ให้ได้จริงๆ ถ้าหันกลับไปรับประทานอาหารเหมือนเดิม จะทำให้น้ำหนักส่วนที่ลดเพิ่มคืนมาอย่างรวดเร็ว และควรออกกำลังกายเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม
9. สำหรับผู้ที่เพิ่งลดน้ำหนัก ร่างกายจะยับยั้งการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง และออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม
10. น้ำหนักตัวที่ลดลงได้ ถ้าควบคุมไม่จริงจัง ปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มคืนมา น้ำหนักที่เพิ่มคืนมาจะเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่เพิ่มขึ้น และอาจจะอ้วนมากและเร็วกว่าเดิม
11. น้ำหนักตัวที่ลดลงมาก ระยะต่อมาทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้น เพราะระบบการเผาผลาญของร่างกายลดต่ำลง และปัญหาการปฏิบัติตัวอย่างไม่ต่อเนื่อง
12. จดบันทึกการกินและการออกกำลัง จะช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังรวมทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว มองเห็นวิถีชีวิตที่ต้องแก้ไข ทำให้ระวังตัวในเรื่องการเลือกชนิดอาหารให้มีคุณภาพมากขึ้นและหาโอกาสออกกำลังกายเพิ่ม
13.ควรป้องกันไม่ให้น้ำหนักที่ลดเพิ่มขึ้นได้ภายใน 6 เดือน คุณอาจลดน้ำหนักเพิ่มได้อีก ดังนั้นอย่าชะล่าใจ หยุดควบคุมและกลับไปกินตามใจปาก รวมถึงหยุดออกกำลังกาย
14. อดอาหารมากเกินไป การจำกัดแคลอรีมากเกินไป โดยเฉพาะจากโปรตีน จะทำให้ร่างกายสะสมแคลอรีมากกว่าที่จะเผาผลาญออกไป และยังทำให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาเป็นแหล่งพลังงาน เมื่อกล้ามเนื้อลดลง การเผาผลาญก็ลดลง เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวที่เผาผลาญพลังงาน
15. กินเร็วเกินไป โดยปกติร่างกายต้องใข้เวลาประมาณ 15-20 นาที สัญญาณความอิ่มจะเดินทางไปถึงสมอง (เพื่อบอกให้หยุดกิน) การกินเร็วเกินไป จึงทำให้ร่างกายได้รับอาหารมากเกินความต้องการ
เพราะ “สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง”
ขอบคุณข้อมูลจาก http://women.sanook.com/
อะโวคาโด ผลไม้ช่วยสลายไขมัน
เริ่มแรกขอแนะนำให้คุณผู้หญิงรู้จักกับอะโวคาโด ผลไม้ช่วยสลายไขมันกันก่อนค่ะ
อะโวคาโด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในแถบอเมริกาและยุโรป เพราะในอะโวคาโด มีสารอาหารหลากหลายที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาก แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเพราะหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า กินแล้วอ้วนเพราะหวาน ไขมันสูง แต่ที่จริงแล้ว อะโวคาโดคือ ผลไม้ดีชั้นเลิศที่ช่วยสลายไขมันได้
อะโวคาโด มีเป็นแหล่งของกรดไขมันดี คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acids) ถึง 70 % มีคุณสมบัติลดไขมันร้ายในหลอดเลือด เช่น แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันภายในหลอดเลือด และ ลดโอกาสเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย ในอนาคต
ซึ่งทั้งนี้นั้น สามารถยืนยันได้จากรายงานในวารสาร Archives of medical research ศึกษาในผู้ที่มีระดับไขมันร้ายในหลอดเลือดสูง พบว่า “หากเปลี่ยนมากินอาหารที่มีส่วนประกอบของ อะโวคาโด เป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องนาน 7 วัน สามารถช่วยให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลรวมลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ลดลงถึง 22 เปอร์เซ็นต์
กินอะโวคาโด ไม่อ้วนอย่างไร ?
กระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า อะโวคาโด เป็น ผลไม้ที่มีไขมันสูง โดยมีปริมาณไขมัน 17.3 กรัมต่อน้ำหนักผล 100 กรัม ในขณะที่ผลไม้ชนิดอื่นมีไขมันน้อยมากหรือไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดความแคลงใจที่จะกินผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดนี้ขณะลดน้ำหนัก
เพื่อคลายความสงสัย นักวิจัยจาก North-West University วิทยาเขต Potchefstroom ประเทศแอฟริกาใต้ จึงค้นหาคำตอบ โดยจัดชุดอาหารลดน้ำหนักซึ่งมีสัดส่วนของไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนที่เหมือนกัน ให้กับผู้ทดลองทั้งสองกลุ่ม แตกต่างเพียงกลุ่มแรกมีแหล่งไขมันหลักมาจากอะโวคาโด ( กิน อะโวคาโด 1 ผลหนัก 200 กรัม ทุกวัน ทดแทนไขมันจากแหล่งอื่น) หลัง 6 สัปดาห์ พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักลดลงใกล้เคียงกัน สำหรับกลุ่มที่กิน อะโวคาโด ทุกวัน มีระดับไขมันร้ายในเลือดลดลงมากกว่าอย่างชัดเจน ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่ช่วยน้ำหนักได้ ไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งยังช่วยให้กับร่างกายอีกด้วย
ดังนั้นคุณผู้หญิงที่อยากผอมก็ลองหันมากินอะโวคาโดดูได้นะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : Ladyvisa.com
18 เคล็ดลับสุขภาพดี
สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน
4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ
6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง
7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่
9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : Spicy
ฝันร้ายบ่อยๆ อันตราย
คุณฝันร้ายเพราะมีความเครียดหรือไม่? ฝันร้ายนี้ไปรบกวนการนอนปกติหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นก็สำคัญมากที่ต้องหาให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้ฝันร้าย จากนั้นคุณจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลง และลดการเกิดให้น้อยลง
ฝันร้ายคืออะไร
ฝันร้ายจะดูเหมือนจริงมาก เป็นความฝันที่รบกวนและทำให้ตื่นจากหลับลึก มักจะทำให้หัวใจเต้นแรงจากความกลัว ฝันร้ายมักจะเกิดบ่อยที่สุดในช่วงการหลับที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่าง รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า rapid eye movement หรือ REM ซึ่งเป็นช่วงที่ความฝันส่วนมากเกิดขึ้น เนื่องจากช่วงการหลับระดับ REM จะยาวนานขึ้นเมื่อกลางคืนผ่านไปเรื่อย ๆ จึงอาจพบว่า ฝันร้ายมักเกิดบ่อยในช่วงชั่วโมงเช้ามืด
เรื่องราวในฝันร้ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างไรก็ดี ก็ยังมีฝันร้ายบางอย่างที่หลายคนเจอเหมือน ๆ กัน เช่น ผู้ใหญ่จำนวนมากจะฝันในทำนองที่ว่าไม่สามารถวิ่งได้เร็วพอที่จะหนีจาก อันตราย หรือฝันเกี่ยวกับการตกจากที่สูงมาก ๆ หากคุณประสบกับเหตุการณ์อันเจ็บปวด เช่น เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจเกิดฝันร้ายซ้ำซากเกี่ยวกับประสบการณ์อันน่ากลัวนี้
แม้ว่าทั้งฝันร้าย (nightmare) และ night terror จะทำให้เราสะดุ้งตื่นจากความกลัว แต่ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน night terrors มักเกิดขึ้นในช่วงสองสามชั่วโมงแรกหลังนอนหลับ ลักษณะเป็นความรู้สึก ไม่ใช่ความฝัน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกได้ว่ากลัวอะไรเวลาตื่นขึ้นมา
อะไรทำให้ฝันร้ายในผู้ใหญ่
ฝันร้ายในผู้ใหญ่มักเกิดขึ้นได้เอง แต่ก็อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างจากความผิดปกติบางอย่าง
บางคนฝันร้ายหลังรับประทานอาหารว่างตอนดึก ทำให้เมตาบอลิซึ่มเพิ่มขึ้น และส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อให้มีกิจกรรมมากขึ้น
ยารักษาโรคบางอย่างก็เป็นทราบกันดีว่า ทำให้ฝันร้ายบ่อย ๆ ยาที่ออกฤทธิ์กับสารเคมีในสมองอย่างเช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาเสพติดมักมีความสัมพันธ์กับฝันร้าย ส่วนยาที่ไม่ได้รักษาโรคทางจิตประสาท เช่นยาลดความดันโลหิตบางชนิด ก็ทำให้เกิดฝันร้ายในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน
การหยุดใช้ยา หรือยาเสพติด รวมไปถึงการหยุดแอลกอฮอล์ และยากล่อมประสาทก็อาจกระตุ้นให้ฝันร้ายได้ หากคุณสังเกตได้ถึงความแตกต่างของความถี่ของการเกิดฝันร้ายหลังเปลี่ยนยา ให้ปรึกษาแพทย์
การนอนหลับไม่เพียงพอก็อาจทำให้ฝันร้ายได้เช่นกัน แม้จะเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า วงจรอย่างนี้จะทำให้ฝันร้ายอย่างผิดปกติเกดขึ้นได้หรือไม่
ยังมีปัจจัยทางจิตวิทยาที่ทำให้ฝันร้าย เช่น ความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (Post-traumatic stress disorder-PTSD) มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยฝันร้ายอยู่ซ้ำซาก
นอกจากนี้ ฝันร้ายยังอาจเกิดจากความผิดปกติในการนอนหลับ เช่น การหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ (sleepapnea) และอาการขาอยู่ไม่สุข (restiess legsyndrome) หากยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ การฝันร้ายเรื้อรังอาจเกิดจากความผิดปกติในการนอนหลับนี่เอง คนที่มีญาติพี่น้องที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับฝันร้ายมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น กับตัวเองได้มากขึ้น
ผลที่มีต่อสุขภาพ
ฝันร้ายจะเป็นมากกว่าฝันร้ายเมื่อมันเริ่มมีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหานอนฝันร้ายนั้น ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล หรือซึมเศร้า มีแนวโน้มมากที่มีความเครียดอันเกิดจากประสบการณ์และทนทุกข์กับความป่วยทางจิตมากกว่า แม้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด แต่ฝันร้ายก็อาจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากฝันร้ายอาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสำคัญที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณฝันร้ายอยู่เป็นประจำ
การนอนหลับไม่พอเพียงเนื่องจากฝันร้าย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ, ซึมเศร้า และโรคอ้วน
หากฝันร้ายเกิดจากอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และปล่อยเอาไว้ไม่รักษา สาเหตุเบื้องหลังเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลบอย่างรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของร่างกาย และสุขภาพจิต
การรักษาการนอนหลับฝันร้ายในผู้ใหญ่
โชคดีที่มีขั้นตอนที่ทั้งตัวคุณและแพทย์จะช่วยกันทำให้ความถี่ในการฝันร้าย น้อยลง แรกสุด หากฝันร้ายเกิดจากการใช้ยาก็อาจเปลี่ยนปริมาณที่ใช้ หรือเปลี่ยนยาเพื่อกำจัดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ สำหรับผู้ที่ฝันร้ายอันเนื่องจากการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ หรืออาการขาอยู่ไม่สุข การรักษาอาการเหล่านี้อาจช่วยให้ดีขึ้นได้
หากฝันร้ายของคุณไม่เกี่ยวกับการป่วย หรือการใช้ยาก็อย่าเพิ่งหมดหวัง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลถึง 70% ของผู้ที่ฝันร้าย รวมไปถึงผู้ที่มีอาการวิตกกังวล, ซึมเศร้า และความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD)
การฝึกจินตนาการก็เป็นการบำบัดทางพฤติกรรมที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับ การฝันร้ายอันเนื่องจาก PTSD เทคนิคก็คือ ฝึกความคิดที่อยากจะหลุดออกมาจากสิ่งนั้นในขณะที่เรายังตื่น บางครั้งอาจมีการใช้ยาเข้าร่วมเพื่อรักษาอาการฝันร้ายในลักษณะนี้ แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่เห็นได้ชัดเท่ากับการฝึกจินตนาการ
ยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ที่ช่วยลดความถี่ของฝันร้ายลง อย่างการรักษาตารางเวลาเข้านอนและเวลาตื่นก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ จะช่วยบรรเทาการฝันร้ายอันเนื่องจากความวิตกกังวลและความเครียด คุณอาจพบว่า การเล่นโยคะและการทำสมาธิก็อาจช่วยได้
การฝึกอนามัยการนอนหลับ ช่วยป้องกันไม่ให้นอนไม่พอแล้วเป็นบ่อเกิดของฝันร้าย ควรจัดห้องนอนให้น่าผ่อนคลาย เงียบสงบเหมาะสำหรับการนอน จะได้ไม่ทำให้คุณรู้สึกถึงกิจกรรมเครียด ๆ นอกจากนี้ให้ระวังการดื่มแอลกอฮอล์, กาเฟอีน และการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ในร่างกายเราได้นานกว่า 12 ชั่วโมง และมักไปรบกวนรูปแบบการนอนหลับ
จิตบำบัด
ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรี่ ครา โคว์ และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยแห่งนิวเม็กซิโก ได้ทำการศึกษาจำนวนมากมายเกี่ยวกับการใช้จิตบำบัดเพื่อรักษาอาการฝันร้าย นักวิจัยกลุ่มนี้ค้นพบผลในทางบวกในการรักษาผู้ป่วยฝันร้ายอันเนื่องจาก PTSD
ครา โคว์ และเพื่อนร่วมงานพบว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมและเหยื่อจากการล่วงเกินทางเพศที่เกิดอาการ PTSD แล้วได้รับการบำบัดจะมีฝันร้ายน้อยกว่า และมีคุณภาพการนอนหลับดีขึ้นหลังการบำบัดเป็นกลุ่มผ่านไปสามครั้ง นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งได้ทำการศึกษานำร่องเล็ก ๆ และให้การบำบัดแก่ทหารผ่านศึกเวียดนาม และก็ได้ผลอย่างเดียวกัน
การศึกษาการบำบัดที่มหาวิทยาลัยแห่งนิวเม็กซิโกเรียกว่า ‘การบำบัดด้วยวิธีจินตนาการ’ (Imagery Rehearsal Therapy) จัดว่าเป็นการรักษาแบบความคิดและพฤติกรรมบำบัด (cognitive-behavioral treatment) เป็นการบำบัดที่ไม่ใช้ยา สิ่งที่มีในกระบวนการบำบัด ได้แก่ ในช่วงที่ตื่นก็ช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนตอนจบของฝันร้ายเสีย ทำให้ฝันนั้นไม่ทำให้อารมณ์เสียอีกต่อไป จากนั้นก็ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยให้ฝึกจินตนาการถึงภาพที่เห็นที่เป็นภาพใหม่ ไม่ทำให้หวาดกลัวให้มาสัมพันธ์กับความฝันที่เปลี่ยนไป
การบำบัดด้วยวิธีจินตนาการนี้ยังมีส่วนอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ป่วยแก้ปัญหาอื่นที่เกี่ยวเนื่องมาจากฝันร้าย เช่น โรคนอนไม่หลับ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยจะได้รับการสอนการวางแผนเบื้องต้นที่อาจช่วยพวกเขาทำให้คุณภาพการนอน หลับดีขึ้น เช่น การงดกาเฟอีนตลอดช่วงบ่าย, ทำการผ่อนคลายทุกเย็นให้เป็นกิจวัตรประจำวัน หรืองดนอนดูโทรทัศน์บนเตียง
การบำบัดด้วยยาสำหรับฝันร้าย
นักวิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อรักษาฝันร้าย อย่างไรก็ตาม ควรทราบไว้ว่า สิ่งที่นักวิจัยค้นพบยังไม่สมบูรณ์นัก เมื่อเทียบกับการศึกษาในการบำบัดด้วยการฝึกจินตนาการ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าการศึกษาด้านการใช้ยารักษายังมีอยู่น้อย และการศึกษาแบบนี้มักเป็นการศึกษาเล็ก ๆ และไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (ที่ไม่ได้รับยา) ทำให้ยากที่จะแน่ใจว่า การใช้ยาช่วยลดฝันร้ายลงได้หรือไม่ หรือเป็นเพราะผู้ป่วยมีความเชื่อ หรือมั่นใจว่ายาช่วยได้ ซึ่งเป็นผลที่เรียกว่า placebo effect
จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่รักษาอาการฝันร้าย
ฝันร้ายอาจกลายมาเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตในบางคน แต่บางคนก็ไม่เป็น เช่นนั้น สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ ฝันร้ายพบได้บ่อยในช่วงแรก ๆ ของการผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม การวิจัยแนะนำว่า คนส่วนมากที่มี PTSD (รวมทั้งฝันร้าย) ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานจะหายจากฝันร้ายได้โดยไม่ต้องรักษา โดยมากมักจะใช้เวลาราวสามเดือนหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น ๆ
อย่าง ไรก็ตาม หากอาการ PTSD (รวมทั้งฝันร้าย) ไม่ลดลงไปหลังสามเดือน อาการเหล่านี้อาจกลายมาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากคุณฝันร้ายมานานกว่าสามเดือน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตและพูดคุยเกี่ยวกับการบำบัดทางพฤติกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก healthupdatetoday.com
เคล็ดลับที่ทำให้คุณตื่นมาพร้อมความสดชื่น
แค่ลืมตาตื่นก็ยากอยู่แล้ว แถมยังต้องมาทนกับเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าอีก เมื่อคิดถึงเรื่องเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะแล้ว ไม่อยากจะพลิกตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำเลยจริง ๆ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ต้องมาแต่งหน้าแต่งตัวอีก จะส่งกระจกทีไรก็เห็นขอบตาคล้ำ ๆ ทุกที เห็นแล้วปวดใจจริง ๆ ซึ่งกว่าจะได้ออกจากบ้านก็เหลือเวลาไม่เท่าไหร่แล้ว ไปจะทำงานก็ต้องปวดหัวกับเรื่องรถติดอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว ชีวิตของคนธรรมดานี่ ไม่ธรรมดาจริง ๆ เลยนะ
วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำเรื่องราวดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณเตรียมตัวตั้งรับกับเช้าวันใหม่ที่แสนจะยุ่งยากมาบอกกัน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
1. เตรียมชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ไว้ทุกครั้ง
สิ่งที่ทำให้คุณเสียเวลามากที่สุด และต้องมาตอกบัตรที่บริษัทแบบฉิวเฉียด กึ่ง ๆ สาย ทุกครั้ง นั่นก็เป็นเพราะคุณมัวแต่เสียเวลาไปกับการค้นตู้เสื้อผ้านะสิ และคิดว่าวันนี้จะใส่ชุดสีอะไรดีนะ (ยังไม่รวมเวลาแต่งหน้านะ) กว่าจะตัดสินใจได้ก็ปาเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้อีก ก็ลองเปลี่ยนวิธีใหม่นะคะ โดยคิดไว้ซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่าพรุ่งนี้คุณจะใส่อะไรไปทำงาน ทั้งเสื้อผ้า ทั้งกระโปรง ลายไหนสีไหนก็คิดให้เสร็จ แล้วเอามาแขวนไว้หน้าตู้ ครั้งต่อไปก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลายืนปวดหัวเลือกเสื้อผ้าทุกเช้าอีก
2. เตรียมของใช้ให้พร้อม
ทั้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ สมุดจดตารางนัดหมาย ฯลฯ สิ่งสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่คุณจะต้องใช้ หยิบใส่กระเป๋าให้พร้อม และถ้าในคืนนั้นคุณต้องชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ทั้งคืนละก็ คุณก็ควรแปะโน้ตเตือนความจำไว้ที่กระเป๋าด้วยนะคะ และก่อนจะสะพายกระเป๋าออกจากบ้านก็ลองเช็คของในกระเป๋าดูอีกครั้งว่า คุณมีของครบแล้วหรือยัง ถ้าเช็คดูจนมั่นใจแล้วก็ออกไปทำงานได้เลย อ้อ! อย่าลืมกุญแจบ้าน หรือกุญแจรถนะคะ จะหาว่าเราไม่เตือน
3. เตรียมอาหารให้ท้องอิ่ม
เราไม่ได้ให้คุณทำอาหาร แล้วกินเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนนะคะ แต่เราให้คุณเตรียมอาหารไว้สำหรับวันถัดไปต่างหาก คุณอาจจะแพ็คใส่กล่องข้าว หรือถุงแล้วนำไปแช่ตู้เย็น วันรุ่งขึ้นก็แค่นำอาหารไปเวฟ หรืออุ่นอาหารให้สุก แค่นี้ก็ประหยัดเวลาทำอาหารไปได้อีกเยอะเลย และที่สำคัญคุณก็ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารในสภาพหลับ ๆ ตื่น ๆ อีกต่อไป
4. แปะโน้ตสำคัญเอาไว้
ถ้าวันนี้คุณติดประชุม หรือมีนัดทานข้าวกับลูกค้า หรือจะออกไปท่องราตรีกับเพื่อน ๆ ก็ควรติดข้อความบอกที่บ้านของคุณไว้หน่อยก็ดีนะคะ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องมานั่งรอคุณกลับบ้านดึก ๆ อย่างเช่น คืนนี้กลับดึกนะ มีนัดกับลูกค้า หรือวันนี้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ต้องทานข้าว หรือสารพัดข้อความที่คุณอยากจะบอกกับคนในบ้าน ก็ติดเอาไว้ในที่ที่พวกเขาเห็นได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ตู้เย็น หรือบนกระดาน เพียงแค่นี้พวกเขาก็จะรู้แล้วว่า วันนี้คุณจะไปทำอะไรที่ไหน ถ้าหากคุณกลับผิดเวลา พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงยังไงล่ะคะ
5. ทำอาหารเช้าได้ง่าย ๆ นิดเดียว
บางคนอาจจะละเลยมื้อสำคัญ อย่างเช่นอาหารมื้อเช้าไป เพราะต้องรีบออกไปทำงาน เลยไม่อยากเสียเวลากินข้าวที่บ้าน ถ้าอย่างนั้นลองเปลี่ยนวิธีกินอาหารดีไหมคะ แค่เปลี่ยนไปทานอาหารกินง่ายให้พลังงานสูงอย่างเช่น กล้วย ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล กันดีกว่าไหม ทั้งประหยัดเวลา ทั้งได้คุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งคุณจะได้ไม่พลาดมื้อสำคัญของวันด้วย
6. บันทึกรายรับ – รายจ่ายประจำวัน
ถ้าไม่อยากจะเจออาการสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจละก็ คุณควรวางแผนไว้เลยว่า ในหนึ่งเดือนคุณมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และในแต่ละวันคุณจะใช้จ่ายเงินวันละเท่าไหร่ เมื่อถึงตอนเช้า คุณก็แค่ก็เตรียมเงินให้เท่ากับจำนวนที่คุณตั้งไว้ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินเกินงบ แค่นี้ก็คุณก็มีเงินเก็บได้ไม่ยาก และนี่ยังเป็นวิธีที่จะช่วยคุณควบคุมการใช้เงินได้ดีอีกด้วย ส่วนเงินที่เหลือในแต่ละวัน คุณจะเอาไปแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ๆ หรือจะเก็บเข้าธนาคารสะสมดอกเบี้ยเล่น ๆ ก็ได้ (แต่แนะนำว่าวิธีหลังดีกว่านะคะ)
คราวนี้คุณก็ทราบเคล็ดลับดี ๆ กันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันด้วยนะคะ เพราะถึงแม้ชีวิตของคุณจะยุ่งยาก หรือวุ่นวายสักแค่ไหน แต่ถ้าคุณมีวิธีบริหารเวลา และรู้จักวิธีตั้งรับดี ๆ ละก็ ต่อให้เป็นเรื่องยากแค่ไหน คุณก็สามารถเปลี่ยนเรื่องยาก ๆ เหล่านั้น ให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้ภายในพริบตาเลยล่ะค่ะ คราวนี้คุณก็สามารถตื่นมาพร้อมรับแสงวันใหม่ได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องจุกจิกกวนใจอีกแล้วล่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com
แค่หายใจก็ลดหน้าท้องได้
สมัยตอนเด็กๆ เราไม่มีพุง แต่พอถึงช่วงทำงานแล้วพุงมาจากไหน ทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม เหมือนเดิมทุกๆวัน
- คำถามแรกลองถามตัวเองก่อนว่าการที่มีหน้าท้องนั้น เราได้เคยออกกำลังกายหน้าท้องบ้างรึเปล่า?
- คำถามที่สอง เคยออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ อย่างน้อย 3 – 5 วัน ต่อสัปดาห์หรือไม่ หรือเคยออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไปรึเปล่า?
ทั้งสองคำถามนี้ คุณเคยได้ทำบ้างมั้ย?
แต่ถ้าคุณไม่เคยทำเลยทั้งสองข้อ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีพุงยื่นจะติดตัวมาอย่างแน่นอน วันนี้เรามีวิธีการออกกำลังแบบง่ายๆ ให้ไปลองฝึกดูกัน สามารถฝึกได้ทุกที่เวลา เค้าเรียกว่า ท่า Stomach Vacuum
ท่า Stomach Vacuum เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในการช่วยลดพุงยื่น เริ่มแรกเราต้องมาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อที่เราจะออกกำลังกายกันก่อน คือ
กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis คือกล้ามเนื้อที่เรียงตัวพาดไปตามแนวขวาง กล้ามเนื้อนี้จะอยู่ข้างใต้ กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis (ช่องท้องหรือที่เรียกว่า “Six Pack” กล้ามเนื้อ) นั้นเอง
กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis มีหน้าที่พยุงอวัยวะภายในช่องท้องเอาไว้นะครับ ถ้ากล้ามเนื้อนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะรัดช่วงท้องของคุณเอาไว้ได้แล้ว หน้าท้องของคุณก็จะเหมือนกับว่าอวัยวะภายในจะดันออกมาภายนอกนั้นเอง
วิธีฝึกหน้าท้องแนวขวางนี้ คือ Stomach Vacuum โดยการสูดลมหายใจเข้ามาในช่องท้อง เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis เข้ามา
วิธีลดหน้าท้องคือ
1. นั่งหรือยืนก็ได้ มือวางที่หน้าขา
2. ยืดตัวตรงหายใจออกปกติ
3. หายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดเข้ามา
4. หายใจเข้าอีกครั้งเกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดลงเข้าไปอีก
5. หายใจเข้าอีกครั้งให้เกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามามากกว่าเดิม ทำซ้ำอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็พยายามให้ท้องหดเข้ามาเกร็งเข้ามาๆ และยืดอกขึ้นตลอดเกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามาให้มากที่สุด เหมือนการทำให้สะดือของคุณดันเข้ามาติดกับกระดูกสันหลังของคุณ แล้วหดเกร็งหน้าท้องให้สุดๆ
6. พอสุดแล้วให้ค้างไว้ ประมาณ 30 วินาที หรือ หนึ่งนาที เวลาเกรงค้างไว้ให้หน้าท้องบีบตัวเกร็งกันมากๆ เราเรียกว่า 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 ครั้ง และทำได้ตลอดทั้งวัน (เวลาที่หน้าท้องหดเกร็งสุดๆ แล้วเวลาค้างไว้ห้ามกลั้นหายใจ ให้หดเกร็งสุดๆ แล้วพยายามหายใจเข้าและออกด้วย)
ถ้าฝึกแบบนนี้เป็นประจำก็จะทำให้กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis รัดหน้าท้องของเราเข้าไป และอย่าลืมว่าต้องออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่ไปด้วย
ขอบคุณเนื้อหาจาก never-age.com
ทำอย่างไรไม่บวมน้ำ
ถ้าตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกว่าหน้าดูอืดๆ บวมๆ เสื้อผ้าคับ ท้องอืด แหวนคับนิ้ว รองเท้าคู่เล็กลง
คุณรู้สึกอึดอัดอย่างแรงแสดงว่าอาการบวมน้ำถามหาคุณแล้วล่ะ
โดยปกติแล้ว ร่างกายของเรา จะสามารถรักษาระดับความสมดุลของน้ำในร่างกายได้ตามธรรมชาติ แต่บางทีหากรับประทานอาหารรสเค็มจัด ดื่มจัด ช่วงขี้เกียจไม่ลุกจากเตียงหรือช่วงวันนั้นของเดือน ก็อาจมีผลให้ร่างกายทำงานเขวไปบ้าง อาการข้อเท้าบวมและน้ำหนักขึ้นกะทันหัน คือ สัญญาณเตือน แต่อย่าเพิ่งกังวลไปอาการบวมน้ำรักษาเองได้ไม่ยากอย่างที่คิด
- ใช้น้ำรักษาน้ำ
การออกกำลังกายในสระว่ายน้ำ สามารถช่วยบรรเทาได้ เพราะน้ำในสระจะเป็นแรงดันน้ำส่วนเกินจากเนื้อเยื่อ แนะนำให้ออกกำลังในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 27-32 องศาเซลเซียส แต่ถ้าคุณตั้งครรภ์ หลีกเลี่ยงน้ำที่มีอุณหภูมิเกิน 37 องศาเซลเซียส
- เลี่ยงยาขับปัสสาวะ
แม้ยาขับปัสสาวะ จะช่วยกำจัดน้ำส่วนเกิน สำหรับผู้มีปัญหาโรคไต ตับ หรือหัวใจ แต่ถ้าใช้อย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการบวมน้ำ ซึ่งหากหยุดยาเมื่อไหร่ อาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว
- ลดเกลือ
พยายามเลี่ยงอาหารรสเค็ม เนื่องจากความเค็ม จะกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้จนกว่าไตจะทำการขับน้ำออก ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง
- ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังช่วยกระตุ้นระบบหายใจ ระบบปัสสาวะและขับน้ำส่วนเกินออกมากับเหงื่อ หากคุณต้องนั่งนานๆ ให้ลุกขึ้นมาขยับแข้งขาทุกๆ ชั่วโมง ขยับนิ้วเท้าขึ้นลงหรือยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ
- ดื่มน้ำให้มากขึ้น
บางคนอาจยังสงสัยอยู่ว่า การดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปในร่างกายจะช่วยลดอาการบวมน้ำได้อย่างไร น้ำที่ดื่มจะไหลเวียนเข้าไต และระบบปัสสาวะช่วยเจือจางความเค็ม ซึ่งน้ำจะถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้นในรูปของปัสสาวะ
- จิบชาสมุนไพรสักนิด
สมุนไพรส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ โดยเฉพาะขึ้นฉ่าย ดื่มซักประมาณวันละ 2-3 แก้ว ช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำได้
- นอนยกเท้าขึ้นสูง
ช่วยให้น้ำที่ขังอยู่ตามขาไหลกลับเข้าระบบไตเพื่อขับออกมาได้ง่ายขึ้น
ถ้าวิธีต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่ช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำ หรือถ้าคุณมีอาการกดไปตามผิวหนังแล้วมีอาการบุ๋มไม่กลับสภาพเดิม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ออกกำลังฟิตหุ่นให้ดูดีใน 7 วัน
อยากดูเด็ก ดูอ่อนเยาว์ คงต้องมาออกกำลังกายเรียกพลังกันซักหน่อย หากคุณเริ่มรู้สึกเบื่อกับการออกกำลังกายแบบเดิมๆ เรามี 7 วิธีมาแนะนำ เพื่อให้การเวิร์กเอาท์ในแต่ละวันของคุณ ไม่ซ้ำซากอีกต่อไป
1.เดิน ได้หมดทั้งเดินเล่น เดินขึ้นบันได เดินช็อปปิ้ง หรืออาจหาเวลามาเดินสูดอากาศบริสุทธ์ในสวนสาธารณะก็เพลินใจไปอีกแบบ การเดินอย่างต่อเนื่อง 30 นาที จะช่วยบริหารปอดและหัวใจให้แข็งแรง กระชับกล้ามเนื้อ ลดไขมันต้นขาด้วย
2.วิ่งจ๊อกกิ้ง เปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่ง เพื่อให้ฟิตกว่าเดิม การวิ่งจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเป็นอย่างดี ทำให้เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ช่วยบริหารหน้าอก นอกจากนี้น่องขาจะแข็งแรง และเรียวได้รูป เพราะการวิ่งเป็นวิธีนี้จะรีดไขมันได้เร็วที่สุด
3.ว่ายน้ำ การว่ายน้ำจะช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้มากกว่าการเดินเร็วถึง 2 เท่า และท่าต่าง ๆ ยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนด้วย อย่างท่ากบ ที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าอก ต้นแขน และต้นขาด้านใน ท่าผีเสื้อ เหมาะสำหรับคนไหล่แคบและช่วยบริหารไหล่ด้วย ท่าฟรีสไตล์ ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องและขา ว่ายน้ำเป็นประจำหุ่นเฟิร์มแน่นอน เพราะฉะนั้น ใครอยากลดความอ้วน เริ่มด้วยการว่ายน้ำเลยก็ได้
4.กระโดดเชือก เราสามารถเลือกฟิตหุ่นแบบนี้ได้ทั้งในและนอกบ้าน แค่มีเชือกสำหรับกระโดนเท่านั้นก็พอแล้ว การกระโดดเชือกจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขา ต้นแขน และสะโพก เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกแล้ว ยังช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีทีเดียว
*การกระโดดเชือก 25 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 350 แคลอรี
5.ปั่นจักรยาน ได้ประโยชน์คล้าย ๆ กับการวิ่ง เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด และที่ดีไปกว่านั้น สำหรับสาวสะโพกใหญ่ จะช่วยลดบั้นท้ายและต้นขาให้เรียว
6.โยคะเพื่อความอ่อนเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นโยคะร้อน โยคะเย็น จะเป็นที่ฟิสเนสมีครูสอน หรือจะโยคะเองที่บ้านก็ได้ การฟิตด้วยวิธีนี้จะทำให้หุ่นเฟิร์มขึ้น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นระบบกล้ามเนื้อและการไหลเวียนของโลหิต บางท่ายังช่วยบำบัดโรคได้ด้วย เช่นปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดประจำเดือน นอกจากนี้ผิวพรรณหน้าผ่องใสเป็นของแถมด้วย
7.แอโรบิกดานซ์ วิธีนี้ช่วยกระตุ้นหัวใจและปอดให้แข็งแรง ไม่อ่อนเพลียง่าย มีประโยชน์ต่อระบบย่อย แต่การเต้นแอโรบิก ต้องใช้เวลานานตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้น อายุต้องไม่มาก ไม่เป็นโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงด้วยล่ะ
7 วัน 7 วิธี แค่นี้ก็หุ่นดี และดูอ่อนเยาว์ไปพร้อมกันแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com
6 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเกิดไข้ตัวร้อน
แมรี่ อี แฟรงค์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานฟรานซิสโก บอกว่า สิ่งที่คุณคิดว่ารู้เกี่ยวกับไข้ตัวร้อนอาจทำร้ายคุณได้ ต่อไปนี้คือเรื่องเข้าใจผิด 6 ประการที่เธอให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือ “Bottom Line Health”
1.อุณหภูมิร่างกายตามปกติคือ 37.0 องศาเซลเซียส
ที่จริงแล้วทุกคนมีอุณหภูมิร่างกายตามปกติที่แตกต่างกันเล็กน้อย และอุณหภูมิปกตินี้ก็อาจเปลี่ยนไปได้ตามช่วงเวลาในแต่ละวัน หรือเมื่อคุณมีอายุมากขึ้น
2.ไข้ หมายถึงการติดเชื้อเสมอ
ไม่เลย สิ่งอื่นนอกเหนือจากการติดเชื้อสามารถทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณเพิ่มขึ้นได้ เช่น อาการแพ้ การขาดน้ำ ความไม่สมดุลของฮอร์โมน และมะเร็ง
3.คุณควรกินยารักษาอาการไข้เสมอ
ไม่เช่นกัน เพราะไข้เป็นการปกป้องตัวเองตามธรรมชาติ และแพทย์บางคนก็แนะนำให้ปล่อยมันเป็นไปตามนั้น แค่จำไว้ว่าให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ ถ้าไข้สูงกว่า 40 องศา (สำหรับผู้ใหญ่) จึงค่อยกินยาเพื่อรักษา
4.แอสไพรินเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับรักษาไข้
ยาที่มีขายตามร้านขายยา อย่างเช่น แอสไพริน หรืออะซีตามิโนเฟนทำงานได้ดีพอ ๆ กัน แต่ไม่ควรใช้กับเด็ก
5.ถ้าคุณมีไข้แสดงว่าคุณเป็นโรคติดต่อ
ถ้าคุณมีไข้ มันไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นโรคติดต่อ และเมื่อคุณเป็นโรคติดต่อ คุณก็อาจไม่มีไข้ก็ได้ ฉะนั้น อย่าใช้การมีไข้มาเป็นแนวทางว่าคุณควรอยู่ห่างจากคนอื่นหรือไม่
6.เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้เที่ยงตรงทุกอัน
ที่จริงแล้วเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทดีที่สุด ตามมาด้วยแบบดิจิตอลเป็นอันดับสอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : Lisa, kapook.com
6 วิธีจูงใจไม่พลาด ‘มื้อเช้า’
เรามักจะได้ยินข้อคิด หรือข้อเตือนใจต่างๆ ที่กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการกินอาหารเช้า เช่น “อาหารเช้าเปรียบเสมือนขุมพลังประจำวันที่ไม่ควรมองข้าม” หรือ “จงกินอาหารเช้าให้เต็มอิ่มและเต็มที่ เหมือนว่าคุณเป็นพระราชา” ซึ่งสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะเข้าใจและรู้ถึงคุณประโยชน์ต่างๆ ที่ร่างกายได้รับ
จากการรับประทานอาหารเช้าเป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คุณได้พลาดช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้ชาร์จแบตอย่างเต็มที่ เพื่อรับความกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวันไปเสียแล้ว
“การไม่กินอาหารเช้า” สาเหตุหลักๆ มักมาจากการที่เราเลือกที่จะไม่กินมาโดยตลอดจนติดเป็นนิสัย และบางทีการรับประทานอาหารเย็นมื้อใหญ่ หรือกินของจุบจิบตลอดเวลาจนกระทั่งเข้านอน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกไม่อยากกินอาหารเช้าก็เป็นได้
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การงดรับประทานอาหารเช้า” โดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง ก็คือ ร่างกายจะขาดความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก…!! นั่นหมายความว่า คนที่ไม่กินอาหารเช้าเป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และมักจะมีพฤติกรรมเลือกที่จะบริโภคอาหารที่มีไขมัน แคลอรี่และน้ำตาลสูงกว่าปกติ แถมยังเลือกที่จะกินผักและผลไม้น้อยลงกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ….
แต่ไม่ต้องตกใจไป คุณสามารถจะปรับพฤติกรรมนั้นได้ ลองเริ่มต้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ด้วย 6 เคล็ดไม่ลับ เพื่อเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารมื้อเช้า
1. เริ่มต้นมื้อเช้ากับ “อาหารเบาๆ ปริมาณน้อยๆ”
ฝึกรับประทานอาหารมื้อเช้าด้วยเมนูอาหารที่ย่อยง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และไม่ควรบริโภค
ในปริมาณที่มากเกินไป สำหรับการเริ่มต้น เช่น ลองรับประทานเครื่องดื่มโปรตีนเชคกับผลไม้ หรือไข่ต้มสักลูก
ตบท้ายด้วยผลไม้ซัก 2 – 3 ชิ้น แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นในการรับประทานอาหารเช้าที่ดีและมีคุณค่าแล้ว
2. “โปรตีน” สารอาหารสำคัญสำหรับมื้อแรก!
จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าโดยบริโภคโปรตีนในปริมาณสูง มีแนวโน้มที่จะลด
แคลอรี่จากการบริโภคอาหารมื้อเย็นได้ต่ำกว่าผู้ที่รับประทานอาหารมื้อเช้าแบบปกติถึง 200 กิโลแคลอรี่
เนื่องจาก “โปรตีน” เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับมื้อเช้า เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึก “อิ่ม” ได้นานแล้ว
ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายและจิตใจตื่นตัวไปตลอดทั้งวันอีกด้วย…ว้าว…
3. เปลี่ยน “อาหารมื้อหนัก” เป็น “ของว่าง” ที่กินได้เรื่อยๆ
สำหรับการฝึก “รับประทานอาหารเช้า” ให้เป็นนิสัยนั้น จริงๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารทั้งมื้อให้หมดภายในครั้งเดียว แต่สามารถใช้เวลาไปกับอาหารมื้อนั้นๆ
ด้วยการละเลียดอาหารแต่ละอย่าง หรือเว้นช่วงการรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างอาหารคาว – อาหารหวาน เป็นต้น
4. ตื่นก่อนเวลาปกติ 15 นาที
“15 นาที” ที่เพิ่มขึ้นจากการที่คุณตื่นก่อนเวลาปกติอย่างที่เคย นอกจากคุณจะได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันในยามเช้าแบบไม่ต้องเร่งรีบแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ภายในในร่างกาย ให้ค่อยๆ ตื่นตัวจากการนอนหลับและพร้อมที่จะผจญภัยกับภารกิจหนักต่างๆ ในช่วงวันอีกด้วย
5. เมนูไหนๆ ก็เป็นอาหารเช้าได้เสมอ
ไม่เคยมีกฎตายตัวหรือข้อบังคับว่า เมนูอาหารชนิดใดบ้างที่ควรหรือไม่ควรเป็น “อาหารมื้อเช้า” เพราะเราเน้นที่
คุณค่าของสารอาหารที่บริโภคเป็นหลัก ดังนั้น ไม่ว่าอาหารมื้อเช้าของคุณจะเป็นอาหารเหลือจากมื้อเย็นที่รับประทานไม่หมดของเมื่อวาน หรืออาหารปรุงสำเร็จที่เราซื้อไว้นานแสนนานอยู่ในช่องแข็ง ทุกเมนูอาหารสามารถเป็น “อาหารมื้อเช้า” ได้เสมอ
6. มั่นใจแค่ไหน..กับ “กาแฟและมัฟฟิน” มื้ออาหารเช้า
มีอีกหลายคนที่ไม่ยอมรับประทานอาหารเช้า เพราะเชื่อว่า “แค่ดื่มกาแฟคู่กับมัฟฟิน” หรือเบเกอรี่อื่นๆ สักชิ้นสองชิ้นก็อิ่มท้อง เทียบเท่ากับอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่าได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง “แค่กาแฟกับมัฟฟิน” กลับให้พลังงานที่สูงกว่า 700 กิโลแคลอรี่ รวมทั้งมีไขมันไม่ดีที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของคุณถึง 6 ช้อนชา
การเริ่มต้นกินอาหารเช้าแบบไม่ฝืนความรู้สึก ทำได้ไม่ยากเพื่อการมีสุขภาพที่ดีในอนาคต… ลองปรับพฤติกรรมการกินของคุณ โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “การรับประทานอาหารมื้อเช้า” ซึ่งถือว่าเป็นอาหารมื้อแรกของวัน…เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้…แล้วคุณจะพบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสะท้อนให้เห็นจากร่างกายของคุณเอง…
ขอบคุณข้อมูลจาก : manager.co.th
กินวิตามินป้องกันโรคหัวใจ
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายและพิการในระดับต้น ๆ ของคนไทย อัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นและเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ
ปัจจัยหลักสองประการคือ อาหารที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมันและเนื้อสัตว์ในปริมาณสูง ทำให้ร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ และความเครียดจากการทำงาน ชีวิตและพฤติกรรมที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
เมื่อเรารู้สึกยากลำบากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งทางด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย การทานวิตามินที่มีผลประโยชน์ที่ดีโดยตรงต่อระบบหลอดเลือด ต่อหัวใจ ให้ทำงานรับใช้เราไปนาน ๆ ไม่ลาจากก่อนไปก่อนเวลา
วิตามินอี ผลการวิจัยหลาย ๆ สำนักสรุปตรงกันว่า การเสริมอาหารด้วยวิตามินอี 200-400ยูนิตสากล (IU) จะเป็นประโยชน์ระยะยาวต่อระบบหลอดเลือด เพราะวิตามินอีไปลดกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการสันดาประหว่างอนุมูลอิสระกับไขมันตัวร้าย (LDL) ในร่างกาย
เมื่อลดการสันดาปไขมันก็ไม่เกาะติดกับผนังหลอดเลือดมากไป เลือดก็ไหลเวียนดีไม่ติดขัด อุดตันให้หวาดเสียวหัวใจ เราหาวิตามินอีได้จากอาหารประเภทน้ำมันพืช เช่นทานตะวัน ถั่วอัลมอนด์ ผักปวยเล้ง
วิตามินซี หน้าที่ของวิตามินซีก็ช่วยลดการสันดาปเช่นเดียวกับวิตามินอี ช่วยดูแลความดันให้ปกติ แต่ต่างจากวิตามินอีที่วิตามินซีจะลายได้ดีในน้ำ
วิตามินบี วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิค การศึกษาในระยะหลัง มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ป้องกันโรคหัวใจได้ดีขึ้น เพราะมีการพบว่ากรดอะมิโนตัวหนึ่งในร่างกายของเราที่ชื่อว่า โฮโมซีสเทอีน(Homocysteine)หากมีค่าที่สูงเกินไปในร่างกาย จะทำให้ไขมันสะสมในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นสูง และเพิ่มการอักเสบในหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงที่ไขมันจะอุดตันการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจและสมอง และเจ้าโฮโมซีสทีนตัวนี้จะสูงในคนที่ชอบกินแป้งหรือกินข้าวขาว วิตามินบี 12 และกรดโฟลิคจะเป็นสารอาหารที่สำคัญในการลดระดับของโฮโมซีสเทอีนให้อยู่ในระดับไม่ไปก่อให้เกิดปัญหากับระบบหลอดเลือด แต่เราต้องได้รับไม่น้อยกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม ผักใบเขียวเข้มมีกรดโฟลิค เช่นผักโขม คะน้า บรอคโคลี่ ถั่วแดง
แมกนีเซี่ยม คนที่ขาดแมกนีเซี่ยม มักมีอาการหลอดเลือดและหัวใจ เพราะแมกนีเซี่ยมสำคัญต่อการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด แมกนีเซี่ยมมีมากใน ผงโกโก้ เมล็ดทานตะวัน
แคลเซี่ยม การได้แคลเซี่ยมอย่างเพียงพอจะทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ เราควรได้รับแคลเซี่ยมถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยจากอาหารควรได้ถึง 500 มก. และเสริมอีก 500 มก.
น้ำมันปลาโอเมก้า 3 พระเอกอีกตัวหนึ่งที่ลดการอักเสบของหลอดเลือด และช่วยเพิ่มไขมันตัวดี HDL (High Density Lipoproteine)ที่ทำหน้าที่ขนไขมันตัวร้าย LDLไปกำจัดทิ้งไม่ให้มาวุ่นวายกับหลอดเลือดในร่างกาย
ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่เหมาะกับคนที่ห่วงหัวใจและหลอดเลือด แต่สำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มพิจารณาจากกลุ่มพื้นฐานที่สำคัญนี้
หากคุณเป็นคนเครียด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีงานเลี้ยงเป็นประจำ น้ำหนักเกิน ความเสี่ยงของคุณสูงมาก และถ้าเพิ่มบุหรี่ไปด้วย รีบหาวิตามินเหล่านี้กินก่อนรอให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เพราะอาจจะไม่ทันการณ์
ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com
ระวัง! ริ้วรอยก่อนวัยอันควรอาจแจ้งเตือนปัญหาโรคหัวใจ
จากนี้ไปการที่คุณเริ่มมีริ้วรอยแห่งวัย อาจไม่ใช่สัญญาณเตือนให้ต้องเลือกใช้ครีมบำรุงอย่างเข้มข้นขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะมันยังเป็นสัญญาณว่า คุณอาจกำลังตกอยู่ในภาวะของโรคหัวใจและเส้นเลือดด้วย!
การศึกษาระยะยาวถึง 35 ปี จากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลับโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ได้ติดตามศึกษาชาย-หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 10,885 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการ Copenhagen Heart Study พบว่า สัญลักษณ์แห่งวัยบางอย่าง ได้แก่ ติ่งหูมีรอยหยัก แนวผมร่นลงที่ขมับ หัวล้าน-ผมบางที่กลางศีรษะค่อนไปด้านหลัง และ มีตุ่มไขมันขึ้นรอบดวงตา (xanthelasmata) กลายเป็นอาการซึ่งชี้บ่งถึงโรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้ ตามรายงานจากหมวดสุขภาพ เว็บไซต์ thestar
โดยพบว่า 57% ของผู้ที่มีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ประการขึ้นไป เสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และ 39% มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหัวใจ ทั้งยังพบภาวะคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูงร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่อาจฟันธงได้ชัดเจนว่า ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคเกี่ยวเนื่องกับหลอดเลือด จะต้องมีอาการดังที่กล่าวเช่นนี้ทุกราย แต่ผู้ที่มีสัญญาณแห่งวัยเหล่านี้ร่วมกันหลายประการ ก็มีโอกาสที่จะเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวสูงกว่า เพราะฉะนั้นคุณผู้หญิงรวมทั้งคุณผู้ชายคนไหนที่สังเกตเห็นว่า ตนเองก็เริ่มมีสัญญาณแห่งวัยบางประการที่ตรงกันเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ควรจะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งไปพบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพให้มั่นใจ .. อย่ามัวแต่ทำทรีตเม้นต์หรือใช้ครีมลดเลือนริ้วรอยแต่อย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view50881.html
ทำไมถึงมีส่วนเกิน…ทั้งที่ส่วนอื่นดูดี?
อาจเห็นหลายคนดูรูปร่างดีเป็นสาวเพรียว แต่ยังขาดความมั่นใจในการใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดเข้ารูปโชว์หุ่นเพราะอาจมีส่วนเกินซ่อนอยู่ แต่ต่อจากนี้ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไปเพราะเรามีทางออกให้แล้ว และถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้นก็จะช้าอยู่ไยไปดูกันเลย
“อ้วน” เฉพาะส่วน…เกิดจากอะไร
เรื่องราวเริ่มต้นจากความงก ชอบสะสมของร่างกาย เพราะสมัยบรรพบุรุษของเรานั้นอาหารหายาก อยากกินทีต้องเข้าป่าไปออกแรงหา ไม่ได้มีอาหารพร้อมกินเช่นทุกวันนี้ร่างกายจึงใช้วิธีแปลงสารอาหารเก็บไว้โดยกินเหลือใช้เมื่อใดก็เปลี่ยนเป็นไขมันแต่เมื่อมาถึงยุคนี้ระบบเดิมยังอยู่ ทำให้ทุกครั้งที่กินเกินความต้องการทั้งพิซซ่าถาดใหญ่ ไอศกรีมถ้วยโต หรือมาม่ามื้อดึก เกือบทั้งหมดได้กลายเป็นไขมันพอกพูนอยู่ที่หน้าท้องต้นแขน ต้นขาให้เราเหนื่อยใจ
ทางออกเรื่องการออกกำลัง
อย่าเน้นเล่นเฉพาะส่วนที่ต้องการควรเน้นออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ร่วมกับการออกกำลังแบบยกน้ำหนักเน้นกล้ามเนื้อมัดหลัก เช่น หน้าอก ต้นขา เพราะกายยกน้ำหนักจะเพิ่มการเผาผลาญได้นานกว่าแม้เลิกออกกำลังไปแล้วก็ตาม นอกจากนี้การเล่นโยคะหรือพิลาทีสจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ร่างกายและช่วยกระชับสัดส่วนได้ดี
ทางออกเรื่องการกิน
- อย่าอดอาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะทำให้การเผาผลาญแย่ลงแล้วไปอดอาหารพวกแป้งให้น้อยลงในมื้อเย็น
- อาหารมื้อสุดท้าย ของวันควรกินก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงและควรกินแต่น้อย
- อย่ากินหวาน เพราะน้ำตาลในเลือดจะพุ่งปรี๊ดและเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินแทบจะทันที
- กินให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ในช่วง 3-5 ชั่วโมง คือกินแค่ไม่ให้หิว เพื่อไม่ให้เกิดความต้องการ แล้วรอมื้อต่อไป ถ้าหิวกลางคันให้ดื่มนมหรือโปรตีนเชคเล็กน้อย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ไม่ทานอาหารเช้ายิ่งหิวหนัก เสี่ยงน้ำหนักพุ่ง
คุณเคยคิดใช่ไหมล่ะว่า การเลือกกินขนมปัง และกาแฟ เป็นมื้อเช้าในยามชั่วโมงเร่งด่วน คงจะทำให้คุณอ้วนได้ เพราะมันเป็นแป้ง มีคาร์โบไฮเดรตเยอะ งั้นก็ไม่ต้องทานอาหารเช้าซะเลยดีกว่า น้ำหนักจะได้ลดยังไงล่ะ…เอ้า! ใครที่กำลังคิดแบบนี้ คุณต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ค่ะ
เพราะเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ ได้เผยผลวิจัยล่าสุดจากอังกฤษที่เปิดเผยว่า การไม่รับประทานอาหารเช้า อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะสมองจะสั่งการให้มีการรับประทานอาหารที่มากขึ้นในมื้อถัดไป
โดยนักวิจัยจาก Imperial College London ในประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลวิจัยล่าสุด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการรับประทานอาหารเช้า กับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว โดยระบุว่า คนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า จะมีความเสี่ยงที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะพวกเขามักจะเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงแทน ในมื้อต่อ ๆ มา
สำหรับการวิจัยดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยการเก็บข้อมูลของผลการสแกนสมองของอาสาสมัครจำนวน 21 คน ที่มีทั้งกลุ่มที่รับประทานอาหารเช้า และกลุ่มที่ไม่รับประทานอาหารเช้า ในขณะที่พวกเขากำลังมองรูปภาพอาหารที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่อาหารที่ให้แคลอรี่น้อยอย่างสลัด ผักต่าง ๆ ไปจนถึงอาหารที่ให้แคลอรี่ในปริมาณมากอย่างช็อกโกแลต เค้ก พิซซ่า เบอร์เกอร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้ ระบุว่า อาสาสมัครคนใดที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า สมองจะสั่งการให้รับประทานอาหารมากขึ้นในมื้อกลางวัน และจะเลือกทานอาหารประเภทที่มีแคลอรี่สูงซึ่งเป็นอาหารที่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามีความต้องการมากเป็นพิเศษ พวกเขาจะคิดว่า เขาอยากกินอะไรก็ได้ ตามที่เขาต้องการ เพราะเขาไม่ได้กินอาหารเช้ามา ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะกินอาหารมื้อกลางวันที่เพิ่มปริมาณแคลอรี่ไปอีก 250 แคลอรี่ เพื่อทดแทนมื้อเช้าที่ขาดไป
ดังนั้น นักวิจัยจึงแนะนำว่า กลุ่มคนที่กำลังลดความอ้วนนั้น ไม่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเช้า เพราะการที่เราไม่ทานอาหารเช้า จะทำให้สมองสั่งการให้เราอยากทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงในมื้อถัดไป ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนที่ปล่อยออกมา ทำให้เราอยากทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง และอาหารที่ทำให้อ้วนทั้งหลาย
อีกทั้งหากเรากินอาหารมื้อกลางวันมากเพียงไร เราก็จะยิ่งรู้สึกหิวเร็วขึ้น และอยากกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงในมื้อเย็นต่อ ซึ่งเป็นมื้อที่ไม่ควรกินอาหารเยอะเลย นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ อาหารเช้ามีผลโดยตรงที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และช่วยให้การดำรงชีวิตในแต่ละวันเป็นไปตามปกติ ดังนั้น หากใครที่ต้องการให้ร่างกายทำงานตามปกติ ก็ควรรับประทานอาหารเช้าในทุก ๆ วัน
ฉะนั้น เพียงแค่เรากินอาหารอย่างสมดุลและครบทั้ง 3 มื้อ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานก็ทำให้เราสุขภาพดีได้โดยไม่ต้องไปบำรุงปรุงแต่งใด ๆ เลย ดังนั้น ต่อแต่นี้ไป คุณสาว ๆ ควรจะหาโอกาสทานอาหารเช้า แม้ชั่วโมงจะเร่งด่วนอย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดีทุกวันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view49358.html
วิธีกินกระชับผิวต้านเซลลูไลต์
อย่างที่รู้กันค่ะว่า เจ้าเซลลูไลต์ก็คือเซลล์ไขมันพองตัวที่มีกรดไขมันและสารพิษสะสมอยู่ด้วย และการจะสลายเซลลูไลต์ที่มีให้หมดไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และจะใช้การกินอย่างเดียวเข้าจัดการก็ไม่มีวันสำเร็จ แต่ต้องทำร่วมกับการออกกำลังกาย และต้องทำอย่างสม่ำเสมอทั้งวิธีการกินและออกกำลังกายค่ะ
ยังไม่มีรายงานการวิจัยที่ชัดเจนว่า อาหาร หรือสารใดที่ช่วยลดเซลลูไลต์ได้โดยตรง แต่เชื่อกันว่าอาหารการกินและแนวทางการกินที่ช่วยส่งเสริมระบบการเผาผลาญอาหาร การไหลเวียนเลือด และขับล้างสารพิษตกค้าง มีส่วนช่วยลดการสะสมของเซลลูไลต์และไขมันส่วนเกินได้ แม้มันจะเป็นวิธีการทางอ้อมในการจัดการกับเซลลูไลต์ แต่การกินเพื่อมุ่งผลลัพธ์เหล่านี้ก็เป็นผลดีกับสุขภาพ และรูปร่างทรวดทรงที่คุณห่วงใย ถ้าทำได้ย่อมเป็นผลดีกับตัวเองค่ะ
1.ครบและหลากหลาย
เป็นหลักครอบจักรวาลที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ คือ กินอาหารให้ครบหมวดหมู่และหลากหลาย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไป เพียงแต่ลดสัดส่วนของอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมันลง และพยายามเน้นหนักที่ผักผลไม้ให้มาก เพราะกากใยจะช่วยขับล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย อีกทั้งวิตามินซีและวิตามินอีนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น
ควรเน้นอาหารกลุ่มที่มีกรดไขมัน ถั่ว น้ำมันปลา เมล็ดพืชที่ช่วยการไหลเวียนของโลหิต และกินอาหารโปรตีนไขมันต่ำเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายใช้พลังงานในการย่อยอาหารพวกโปรตีน มากกว่าการย่อยไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตถึงสองเท่า เรียกว่าอิ่มเท่ากัน แต่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญมากกว่า นอกจากนี้ สารแอลบูมินที่มีอยู่ในอาหารกลุ่มโปรตีนไขมันต่ำจำพวกถั่ว ยังสามารถช่วยลดระดับของเหลวที่สะสมในเซลล์ไขมันได้ ทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตกับน้ำเหลืองคล่องตัว และเพื่อให้ได้ผล ควรลดอาหารเค็มควบคู่ไปด้วย
2.ลดให้อาหารเซลลูไลต์
เพราะยิ่งกินเท่ากับสนับสนุนให้ร่างกายสะสมเซลลูไลต์และไขมันส่วนเกิน อาหารกลุ่มนี้ได้แก่
- อาหารทั้งมันและหวาน อาหารที่ให้พลังงานสูง ๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะไปเพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังหย่อนยานลง เกิดริ้วรอย และเพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกายด้วย ถ้ากินมากไปร่างกายใช้ไม่หมดก็จะเกิดการสะสมเซลลูไลต์และไขมันส่วนเกิน ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น
- น้ำตาลแลคโตสในผลิตภัณฑ์นมวัว เพราะยิ่งอายุมากขึ้นความสามารถในการย่อยน้ำตาลชนิดนี้จะลดลง
- กาเฟอีนจากน้ำชา กาแฟ เพราะจะไปกดสมดุลฮอร์โมน ทำให้ร่างกายขาดน้ำ แม้แต่กาแฟที่อ้างว่าดื่มแล้วช่วยลดความอ้วนก็ควรเลี่ยงค่ะ ยิ่งถ้าปกติเป็นคนไม่ดื่มกาแฟอยู่แล้วยิ่งไม่ควรซื้อมาดื่ม เพราะปกติเราไม่ได้ดื่ม แต่พอหันมาดื่ม ร่างกายก็ต้องรับสารให้ความหวานเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ แต่ถ้าเป็นคนดื่มชา กาแฟเป็นนิสัย แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับมาเป็นชาเขียว หรือชาผลไม้ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
- อาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพมากจนจำไม่ได้ว่าทำมาจากอะไร เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก แหนม หมูแผ่น หมูหย็อง ขนมปัง คุกกี้ เบเกอรี่ทุกชนิด เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารเหล่านี้มักมีสารปนเปื้อนและสารพิษที่จะไปตกค้างในร่างกายและเซลล์ไขมันได้
- อาหารเค็มจัด เพราะจะยิ่งเพิ่มการคั่งของสารน้ำในเซลล์ไขมันมากขึ้น
- แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในเบียร์และไวน์ เพราะหากดื่มมาก ๆ จะกลายเป็นสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายและเซลล์ไขมัน ซึ่งนั่นคือที่มาของเซลลูไลต์ กลุ่มนี้งดหรือเลิกขาดได้ก็เยี่ยมเลยค่ะ
3.กินอย่าได้อด
แม้จะมีข้อแนะนำให้ควบคุมอาหาร ป้องกันตัวเองไม่ให้อ้วนขึ้น แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใจร้อนด้วยการปล่อยให้ร่างกายขาดอาหารหวังกระชากน้ำหนักลงในเวลาอันสั้น หรือจำกัดปริมาณอาหารมากจนเกินไป น้ำหนักที่ลดฮวบไปในช่วงแรกเป็นมวลกล้ามเนื้อถูกเผาผลาญไม่ใช่ไขมัน เมื่อกล้ามเนื้อหายไป การเผาผลาญก็จะแย่ลง คุณจึงกลับมาอ้วนได้ง่ายกว่าเดิมอีก ทางที่ดีกินอาหารให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเลือกกินตามข้อแนะนำข้างต้น และแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 3-4 มื้อต่อวัน จะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่า โดยมื้อสุดท้ายของวันควรเป็นมื้อเบา ๆ และลดหรืองดแป้งและน้ำตาลในมื้อนี้
4.อย่างดมื้อเช้า
การอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ระบบสงวนพลังงาน โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานอย่างเต็มที่ในรูปของไขมัน
5.เน้นอาหารธรรมชาติ
ปรุงแต่งให้น้อย แน่นอนว่าหลักการนี้จะคิดถึงอะไรไปไม่ได้ นอกจากผักผลไม้สด ๆ โดยจะกินเป็นสลัด ตำ ยำ กับน้ำพริก ก็เลือกได้ตามชอบ หรือเมนูที่ผ่านความร้อนไม่เกิน 100 องศา ใช้เวลาปรุงไม่นาน ประโยชน์จากการกินอาหารแบบนี้คือ ช่วยฟื้นฟูพลังงานและผิวพรรณ ทั้งยังช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ แถมคุณค่ายังรับไปแบบเต็ม ๆ ตัดโอกาสการตกค้างของเสียได้อีกด้วย
6.ดื่มน้ำให้มาก
น้ำเป็นส่วนสำคัญในการเผาผลาญไขมันและการไหลเวียนของเลือด ของเสียในร่างกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำ การทำงานของระบบเหล่านี้ก็จะคล่องตัวน้อยลง ดังนั้นควรดื่มน้ำเปล่าบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ลองใช้สูตร 1 2 3 3 1 คือดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วหลังตื่นนอน 2 แก้วในตอนสาย 3 แก้วสำหรับช่วงบ่าย และอีก 3 แก้วสำหรับช่วงเย็น สุดท้าย 1 แก้วก่อนนอน
โดยหากแก้วแรกของวันเป็นน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวครึ่งซีกและพริกป่นอีกหยิบมือหนึ่ง ก็จะช่วยทั้งระบบเผาผลาญและล้างพิษไปด้วยในตัว รสเปรี้ยวของมะนาวจะกระตุ้นน้ำย่อยและการปล่อยน้ำดีจากตับ ส่วนพริกป่นก็จะช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและเร่งอัตราการเผาผลาญ รวมทั้งช่วยขับสารพิษจากเซลล์ไขมัน ประโยชน์หลายสถานในแก้วเดียวค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก MODERNMOM, http://health.kapook.com/view49640.html
นั่งนานๆระวังโรค DVT ถามหา
โรค DVT หรือ Deep Venous Thrombosis ก็คือ โรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน หรืออีกชื่อหนึ่งที่เราคุ้นเคยก็คือ “กลุ่มอาการเครื่องบินชั้นประหยัด” (Economy Class Syndrome) ซึ่งเกิดจากการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะชั้นที่นั่งราคาประหยัด ที่มีพื้นที่คับแคบ แล้วไม่ได้ขยับร่างกาย หรือลุกเปลี่ยนอิริยาบถเลย ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน จนกลายเป็นเลือดข้นอยู่ในหลอดเลือดดำ
โดยโรค DVT นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัย ที่ได้ข้อมูลมาจากชายวัย 32 ปีผู้หนึ่ง ซึ่งต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวันมานาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะอาการเลือดจับตัวเป็นก้อน โดยเริ่มจากบริเวณขาของเขาก่อนที่จะแตกกระจายไปยังปอดทั้งสอง จนเกิดอาการโคม่า ต้องรีบรักษาเป็นการด่วน จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเริ่มหันมาใส่ใจกับโรคนี้กันมากขึ้น
และแน่นอนว่า อาการหลอดเลือดดำอุดตัน ของ โรค DVT ไม่ได้เกิดกับพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน หรือผู้โดยสารบนเครื่องบินชั้นประหยัดเที่ยวบินไกล ๆ เท่านั้น แต่คนที่มีอิริยาบถนั่งตลอดเวลาเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะทำอะไร อาชีพไหนก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน อย่างเช่น
- พนักงานขับรถแท็กซี่ รถโดยสารประจำทาง นักบิน
- ผู้เข้าชมภาพยนตร์เรื่องยาว ละครเวที คอนเสิร์ต
- ผู้ที่นั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ๆ
- ผู้ป่วยอัมพาต ที่ไม่สามารถขยับตัวไปมาได้
- ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นหลังผ่าตัด รวมทั้งมารดาที่้ต้องนอนพักฟื้นหลังคลอดบุตร
- ผู้ที่ต้องเข้าเฝือก
- ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และโรคพันธุกรรมบางโรค
- ฯลฯ
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะเสี่ยงต่ออาการผิดปกตินี้ถึง 2 เท่า โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กบนเครื่องชั้นประหยัด
อาการของ โรค DVT
ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้น ต้องรีบมาทำความรู้จักอาการของ โรค DVT โดยเร็ว เพื่อสำรวจดูว่า คุณเข้าข่ายเป็น โรค DVT หรือไม่ นั่นก็คือ หากนั่งนาน ๆ จะเกิดอาการปวดชาที่ขา เท้าจะบวมแดง ซึ่งมักจะบวมข้างเดียว บางรายอาจจะเห็นเส้นเลือดโปงพอง อาจจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริว
ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการไม่ลุกไปไหนมาไหนเลย ทำให้เลือดที่เคยไหลเวียนได้สะดวก ๆ เกิดการจับตัวเป็นลิ่ม เป็นก้อน มาคั่งอยู่ที่บริเวณเส้นเลือดดำตรงส่วนขา แล้วไหลเข้าไปตามกระแสเลือด ซึ่งอาจไปอุดตันตามอวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด หัวใจ ฯลฯ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ใครที่มีอาการชา บวมแดงที่ขาหรือเท้า ต้องรีบลุกยืดเส้นยืดสายโดยพลัน
และนอกจากโรค DVT หรือ Economy Class Syndrome แล้ว ผู้ที่นั่งนาน ๆ ยังควรระวังอาการ Travelers Stroke อีกด้วย ซึ่งเป็นอาการที่เกิดร่วมกับ โรค DVT โดยหลังจากที่เลือดที่จับตัวเป็นลิ่ม ไหลเข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอด แล้วหากเกิดหลุดไปถึงหลอดเลือดแดงในสมอง ผ่านทางช่องเปิดที่ผนังกั้นห้องหัวใจ ก็อาจทำให้มีอาการใบหน้าบิดเบี้ยว พูดลิ้นแข็ง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก จนเป็นอัมพฤกษ์ได้เลยทีเดียว
การรักษาโรค DVT
หากแพทย์ตรวจพบว่า ผู้ป่วยเป็น โรค DVT แพทย์จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล และให้ยารักษาอาการ รวมทั้งให้ยาป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัว
วิธีป้องกัน โรค DVT
เห็นความน่ากลัวของ โรค DVT กันไปแล้ว มาดูวิธีป้องกันกันดีกว่า
- หากนั่งนาน ๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงาน หรือเล่นเกม ควรยืดเส้นยืดสายบ้าง ทุก ๆ ชั่วโมง และควรลุกขึ้นเดินทุก ๆ 2 ชั่วโมง ไม่ควรนั่งไขว้ขา
- หากหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยให้พยายามกระดิกนิ้วเท้าและข้อเท้าไว้ เพื่อให้เลือดไหลเวียนบ้าง
- ควรดื่มน้ำมาก ๆ ขณะนั่งทำงาน เพื่อจะได้เป็นการบังคับให้ตัวเองลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ จะได้ยืดเส้นยืดสายไปในตัว
- ควบคุมน้ำหนักตัวเอง อย่าให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่ออาการเส้นเลือดอุดตันได้
- ไม่ควรสวมเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับที่รัด จะทำให้การไหลเวียนภายในเส้นเลือดดำไม่สะดวก เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้
- ส่วนผู้ที่ต้องใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็มีข้อแนะนำว่า
- ก่อนออกเดินทางให้เลือกใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ ผู้หญิงไม่ควรสวมถุงน่อง
- ควรเลือกที่นั่งใกล้ ๆ ทางเดินไว้ เพราะจะมีพื้นที่ว่างให้เหยียดแข้งเหยียดขา พอแก้อาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวได้
- ให้รับประทานยาแอสไพริน วันละครึ่งเม็ด ก่อนเดินทาง 2 วัน และทานอีกครึ่งเม็ด เมื่ออยู่บนเครื่อง เพราะจะช่วยทำให้เกล็ดเลือดไม่จับตัวเป็นลิ่ม เป็นก้อนได้
- ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรืออาหารรสเค็มจัด ให้ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ
- หมั่นบริหารขาโดยยื่นเท้าทั้ง 2 ข้างออกไป ยกขึ้นสูง เท่าที่จะยกได้ เหยียดนิ้วเท้ากางออกสัก 3 วินาที แล้วยกเท้าลง เหยียดนิ้วเท้าชี้ลงพื้นดินอีก 3 วินาที ก็จะช่วยบรรเทาอาการเมื่อยขบได้
- หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ และที่สำคัญไม่ควรนั่งไขว่ห้าง ที่จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
- ลองใช้ถุงเท้าพันรอบขา เพื่อให้ถุงเท้าออกแรงบีบกล้ามเนื้อขา จะช่วยไล่เลือดจากขากลับไปยังหัวใจ ป้องการอาการลิ่มเลือดอุดตันได้
- ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน แพทย์อาจให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันไว้ก่อนเดินทาง
รู้จักโรค DVT กันแล้ว หากใครต้องนั่งเครื่องบิน หรือมีพฤติกรรมที่ต้องนั่งนาน ๆ โดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็หาเวลาลุกไปยืดเส้นยืดสายกันหน่อยดีกว่า โรค DVT จะได้ไม่มาถามหาให้กวนใจ
ที่มาจาก http://health.kapook.com/view14346.html
อยากอายุยืน กินไฟเบอร์สิ!
สารอาหารที่จำเป็นไม่ใช่แค่ 5 หมู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงไฟเบอร์ที่คุณขาดไม่ได้อีกด้วย และนี่คือ 15 อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์
ทำไมคุณจึงต้องกินไฟเบอร์
ไฟเบอร์จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ และปกป้องคุณจากริดสีดวงทวาร ถ้าเราบอกว่าไฟเบอร์เป็นยาอายุวัฒนะก็อาจจะไม่ผิดนัก แต่ปัญหาคือเรามักจะกินไฟเบอร์กันไม่พอน่ะสิ โดยผู้หญิงเราควรได้รับไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายนั้นอยู่ที่ 35-40 กรัม แต่คนทั่วไปจะกินกันแค่ 15 กรัมเท่านั้น (ไม่นับอาหารที่มีการใส่ไฟเบอร์เสริม)
1.ถั่วขาว นอกเหนือจากไฟเบอร์ โปรตีน และธาตุเหล็กแล้ว ถั่วขาวยังเป็นหนึ่งในแหล่งโพแทสเซียมตามธรรมชาติที่ดีที่สุด โดยเพียงถ้วยเดียวจะให้ร้อยละ 25 ของโพแทสเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นห่วงเรื่องแก๊สมาก เทคนิคก็คือ อย่ากินไฟเบอร์ทีเดียวเยอะ ๆ ค่อย ๆ เพิ่มในแต่ละวันดีกว่าเพื่อให้ระบบย่อยอาหารเคยชิน
2.ข้าวโพด เราคุ้นเคยกับข้าวโพดสีเหลืองกันดี แต่อาจจะลองกินข้าวโพดสีม่วง หรือสีดำก็ไม่ว่ากัน ข้าวโพดหนึ่งฝัก (หรือประมาณครึ่งถ้วย) จะมีไฟเบอร์ประมาณ 2 กรัม จะกินเป็นป๊อปคอร์นแทนก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ใส่เนย น้ำตาล หรือเกลือมากเกินไป ป๊อปคอร์นจะให้ไฟเบอร์ประมาณ 3.5 กรัม ต่อปริมาณสามถ้วย
3.ถั่วดำ ในหนึ่งถ้วยจะให้ไฟเบอร์กับโปรตีนมากถึง 15 กรัม สีที่เข้มของมันยังบ่งบอกว่า มีฟลาวานอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากอีกด้วย
4.ถั่วแระ คือถั่วเหลืองอ่อน ๆ ที่ต้มทั้งฝักนั่นเอง โดยถั่วแระครึ่งถ้วยจะให้โปรตีนถึง 11 กรัม และไฟเบอร์อีก 9 กรัม
5.ข้าวกล้อง หากคุณกินแต่ข้าวขาวอย่างเดียว คุณอาจไม่คุ้นกับข้าวกล้อง แต่ลองกินดูเถอะ เพราะข้าวกล้องอาจมีใยอาหารสูงถึง 3.5 กรัม/ถ้วย นอกจากนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังพบว่า การกินข้าวขาวนั้นอาจจะทำให้ความเสี่ยงเป็นเบาหวานประเภทสองสูงขึ้นถึง 17% แต่การกินข้าวกล้อง 2 หน่วยบริโภค/สัปดาห์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ 11%
6.สาลี่ เช่นเดียวกับผลไม้อื่น ๆ ที่มีเปลือกกินได้ สาลี่ และลูกแพรจะมีสารอาหารและไฟเบอร์สูงสุดเมื่อกินพร้อมเปลือกโดยผลขนาดกลางอาจให้ไฟเบอร์ถึง 5.5 กรัม
7.ขนมปังโฮลวีต เพราะขนมปังสีขาวนั้นถูกขัดเอาจมูกและธัญพืชออกไปหมดแล้ว ทำให้ไม่เหลือสารอาหารกับไฟเบอร์ การเปลี่ยนจากขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีตทั้งหมดจะช่วยเรื่องปริมาณไฟเบอร์ในระยะยาวได้มากทีเดียว
8.บร็อกโคลี่ เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องคุณสมบัติต้านโรคมะเร็ง บร็อกโคลี่มีไฟเบอร์อยู่มากมาย คุณจะได้รับไฟเบอร์สูงถึง 5.1 กรัมต่อบร็อกโคลี่ 1 ถ้วย
9.ข้าวโอ๊ต เพราะข้าวโอ๊ตมีเบต้ากลูแคน ไฟเบอร์ชนิดพิเศษ ซึ่งมีข้อดีคือช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังมีไฟเบอร์ทั้งแบบละลายน้ำ (ช่วยลดความดันโลหิต) และไฟเบอร์แบบไม่ละลายน้ำ (ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานตามปกติ)
10.ถั่วแดง ลองหุงถั่วแดงกับข้าวแล้วคุณจะรู้ว่าความอร่อยแบบง่าย ๆ มีจริง แม้จะหาได้ง่าย แต่ถั่วแดงก็ให้สารอาหารที่จำเป็นคือ ไฟเบอร์ โปรตีน และธาตุเหล็ก
11.แอปเปิ้ล เช่นเดียวกับลูกแพร ประโยชน์ส่วนใหญ่ของแอปเปิ้ลนั้นแทรกอยู่ในผิว คุณต้องไม่ปอกเปลือก เพื่อที่จะให้ได้รับไฟโตเคมีสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยแอปเปิ้ลผลขนาดกลางจะให้ไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม
12.อะโวคาโด เนื้อครีมของอะโวคาโดเป็นแหล่งของใยอาหาร เพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะเท่านั้นจะให้ไฟเบอร์มากถึง 2 กรัม และในอะโวคาโดหนึ่งผลอาจให้ไฟเบอร์ถึง 10 กรัม แถมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจได้อีกต่างหาก
13.ราสป์เบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง หรือม่วงเข้ม ราสป์เบอร์รี่ก็มีสารอาหารอยู่มากมาย นอกเหนือจากจะให้ไฟเบอร์ปริมาณที่สูงมาก ประมาณ 1 ถ้วยจะให้ไฟเบอร์ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันแล้ว นอกจากนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย ข้อดีก็คือ ราสป์เบอร์รี่แช่แข็งก็มีประโยชน์พอ ๆ กับของสดจ้า
14.ข้าวบาร์เลย์ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวัตถุดิบของเบียร์วิสกี้ แต่ข้าวบาร์เลย์ก็เหมาะกับโยเกิร์ต หรือน้ำเต้าหู้เหมือนกัน โดยมีการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า คนที่กินข้าวบาร์เลย์เป็นอาหารเช้าจะอิ่มยาวไปถึงมื้อกลางวันมากกว่าคนที่กินข้าวขัดสีธรรมดาด้วย
15.อัลมอนด์ เช่นเดียวกับถั่วและเมล็ดพืชอื่น ๆ ที่กินได้ อัลมอนด์เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ไขมันที่มีประโยชน์ และโปรตีน อย่างไรก็ดี ถั่วชนิดนี้มีแคลอรี่สูงมาก ดังนั้น จึงต้องระวังหน่วยบริโภคกันสักนิด ¼ ถ้วยจะให้ไฟเบอร์ประมาณ 3 กรัม แต่ก็มีแคลอรี่สูงถึง 170 แคลอรี่
Tip : น้ำผลไม้อาจจะมีกากใยอยู่ก็จริง แต่ผลไม้สดนั้นย่อมดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น น้ำส้ม อาจให้พลังงานถึง 110 แคลอรี่ แต่ส้มจะให้พลังงานน้อยกว่า แถมยังอิ่มนานกว่าด้วยนะ
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
5 วิธีดี ๆ ที่ช่วยให้คุณสนุกกับการลดน้ำหนัก
ใครที่กำลังตั้งมั่นจะรีดน้ำหนักตัวเองออกให้ได้ในช่วงนี้ แต่บางทีก็รู้สึกว่าเริ่มจะเฉื่อยชาหมดกำลังใจในการลดน้ำหนักไปเสียแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะคุณขาดแรงกระตุ้นดี ๆ หรือรู้สึกว่าการควบคุมตัวเองนั้นมันช่างเหนื่อยเสียเหลือเกิน ลองมาดู 5 วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ตัวคุณสนุกกับการลดน้ำหนักมากขึ้นกันดูดีไหม เผื่อว่าจะช่วยให้คุณฮึดสู้กลับมาลดน้ำหนักอย่างจริงจังอีกครั้ง
1. ออกกำลังกายตอนดูทีวีรายการโปรด
การตั้งเวลาเป๊ะ ๆ ว่า “ฉันต้องออกกำลังกายนี้นะ ต้องใช้เวลาเท่านี้นะ” เชื่อเถอะว่าแรก ๆ คุณก็คงฮึดดีและเคร่งครัดอยู่หรอก แต่พอนาน ๆ เข้าก็ชักจะโยเย หรือออกกำลังกายได้แป๊บเดียวก็เบื่อ ถ้าอย่างนั้นลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กับดูทีวีรายการโปรดของคุณดีไหม หรือจะเปลี่ยนจากรายการทีวีไปเป็นหนังหรือซีรี่ส์ทีชอบก็ได้นะ (หากเป็นแบบเปิดจากแผ่นซีดี หรือดีวีดีก็ยิ่งเข้าไปใหญ่ เพราะสามารถหยิบมาเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากออกกำลังกาย) มันจะช่วยให้คุณเพลินกับการออกกำลังกายได้มากขึ้น แถมยังทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นด้วย
2. ทำอาหารกินเองให้บ่อยขึ้น
รู้ไหมคะว่าการทำอาหารกินเอง ทำให้คุณสามารถควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายจะได้รับเป็นอย่างดี ว่ากันว่าสามารถลดแคลอรี่ที่ไม่จำเป็นลงได้ถึง 144 แคลอรี่ต่อวัน เมื่อเทียบกับการซื้ออาหารกินนอกบ้าน เพราะที่บ้านนั้น คุณสามารถเลือกจะปรุงอาหารจากผักสด ๆ และโปรตีนคุณภาพดีได้ แถมยังควบคุมปริมาณน้ำมัน หรือเครื่องปรุงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีด้วยล่ะ ลองหาสูตรอาหารเพื่อสุขภาพมาหลาย ๆ สูตร แล้วเตรียมเครื่องปรุงจำเป็นติดตู้เย็นไว้ให้พร้อม เปลี่ยนเมนูปรุงไปอย่างละวัน ก็จะทำให้คุณรู้สึกสนุกกับการทำอาหารควบคุมน้ำหนักกินเองได้นะ
3. เข้านอนไว ๆ
จำตอนเด็ก ๆ ได้ไหม ที่คุณพ่อคุณแม่ส่งคุณเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อให้คุณตื่นไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่น ลองจำลองตัวเองให้กลับไปสู่วัยเด็กแบบนั้นอีกครั้งดูนะคะ เข้านอนให้ไวกว่าปกติ และนอนให้ได้อย่างน้อยคืนละ 7-8 ชั่วโมง มันอาจไม่ได้ทำให้น้ำหนักคุณลด หรือว่ารูปร่างดีขึ้นโดยตรง แต่ว่าการพักผ่อนให้เพียงพอเท่าที่ร่างกายต้องการ จะช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของร่างกายเป็นปกติ ไม่แปรปรวน ร่างกายไม่ล้า ไม่หิวโหยจนอยากอาหารเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลถึงเรื่องการควบคุมน้ำหนักนั่นเอง
4. งดชั่งน้ำหนักบ่อย ๆ
บางครั้งการชั่งน้ำหนักบ่อย ๆ แทนที่จะทำให้คุณชื่นใจกับผลการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายที่ทำมา กลับทำให้คุณยิ่งหมดกำลังใจเสียอีก เพราะว่าน้ำหนักกลับไม่ลดลงเลย แต่ที่จริงก็ไม่ต้องกังวลใจไปหรอกค่ะ เพราะในหลาย ๆ คน เมื่อลดน้ำหนักมาได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว น้ำหนักจะเริ่มคงตัว และลดลงได้ช้าและยากกว่าเดิม แม้ว่าคุณจะออกกำลังกายหนักแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่คุณจะได้มาก็คือร่างกายที่ฟิตและเฟิร์มขึ้น .. และแน่นอนว่า รอบเอวเล็กลงด้วยนะ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้กำลังใจตัวเองได้แทนการก้าวขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนัก ก็คือ การลองสวมกางเกงตัวเก่าดูค่ะ หยิบมันมาลองใส่ทุก 2-3 วัน ทุกครั้งที่คุณพบว่าเอวคุณเล็กลงจนกลับไปใส่กางเกงตัวเดิมได้ มันจะทำให้ใจชื้น และตั้งใจลดน้ำหนักได้ต่อไปแน่ ๆ
5. สนุกกับการกินมากขึ้น ด้วยการปลูกผักสวนครัวเอง
ที่ต่างประเทศจะมีฤดูกาลเก็บผลไม้ อย่างเก็บแอปเปิ้ล เก็บส้ม ที่เจ้าของสวนเก็บค่าผ่านประตูแล้วคุณก็สามารถเก็บผลไม้สด ๆ ไปได้เท่าที่ต้องการ กิจกรรมเช่นนี้จะทำให้คุณสนุกสนานกับการรับประทานอาหารมากขึ้น เพราะได้เก็บวัตถุดิบสด ๆ เองกับมือ ส่วนในบ้านเรา อาจจะมีกิจกรรมเช่นนี้ไม่มากนัก แต่คุณเองก็สามารถสนุกสนานกับการปลูกและคัดสรรวัตถุดิบดี ๆ มาปรุงอาหารได้ ด้วยการทำสวนผักสวนครัวของตัวเอง หรือจะปลูกผักสลัดแบบไฮโดรโปนิกส์ .. มันน่าสนุกดีออกนะ ที่ได้นั่งนึกเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งปรุงมาจากผักที่ตัวเองปลูกไว้ และมันกำลังออกลูกแตกใบพร้อมให้เก็บเกี่ยวไปกิน
ใครที่อยู่ระหว่างช่วงการควบคุมน้ำหนักลองจำไปใช้กันดูบ้างนะคะ น่าช่วยให้คุณมีกำลังใจ และรู้สึกว่าการลดน้ำหนักไม่เห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อได้ดีเลยล่ะ และก็ขอให้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักกันทุกท่านเลยนะจ๊ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view49019.html
5 สุดยอดผักผลไม้ กินแล้วไม่แก่!
เมื่อนาฬิกาชีวิตเดินมาจนขึ้นเลขสาม อะไร ๆ ที่เคยสดใสเปล่งปลั่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณแห่งวัยออกมา วันนี้เรามีสุดยอดผักผลไม้ที่สาว ๆ 30+ ควรติดบ้านเอาไว้เสมอมาแนะนำ เพื่อให้คุณเป็นสาวสามสิบยังแจ๋ว
1.เชอร์รี่
ผลสีแดง ๆ รสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้ อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว เชอร์รี่ยังช่วยให้สาว ๆ อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือทำให้คนกินมีความสุข ในทางการแพทย์เชอร์รี่จัดได้ว่าเป็น “แอสไพรินธรรมชาติ” เลยทีเดียว
2.กล้วย
กล้วยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม หรือกล้วยอื่น ๆ นอกจากจะหากินง่ายและมีราคาถูกแล้ว ยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ด้วยธาตุโพแทสเซียมที่สูง แต่โซเดียมต่ำ กล้วยจึงช่วยในการลดความดันโลหิต มีธาตุเหล็กสูงที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด และปริมาณเส้นใยอาหารที่มีอยู่มากยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติด้วย
กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ สำหรับสาว ๆ ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS-Premenstrual Syndrome) การกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
3.สตรอว์เบอร์รี
อุดมด้วยวิตามินซีและไฟติวเรียนต์ที่จะทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท ผ่อนคลายความอ่อนล้าของสมอง และทำให้สมองของคุณกระฉับกระเฉง สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ
4.ผักใบเขียวต่าง ๆ
อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย การกินผักใบเขียวทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนี้ได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังช่วยในเรื่องการมองเห็น เนื่องจากมีแคโรทีนอยด์ถึงสองชนิดคือ ลูทีน และซีแซนทิน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องมาจากวัย และยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ ๆ ทั้งเป็นแหล่งวิตามินอีและโฟเลตที่ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม
5.แอปเปิล
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าแอปเปิลอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยขจัดตัวการที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการสวยสดใส ขอแนะนำให้เลือกกิน “แอปเปิลสีชมพู” ที่มีสารฟิโนลิก ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และชะลอความแก่ให้ผิวหนัง และมีสารฟลาโวนอยด์ที่เพิ่มการดูดซึมวิตามินซี และทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรงด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
นมช่วยลดน้ำหนักได้นะ
ต้อง ยอมรับว่าสาว ๆ หลายคนกลัวการดื่มนม เพราะคิดว่านมมาพร้อมกับไขมันและความอ้วน แต่ผลการวิจัยล่าสุดกลับบอกว่าการดื่ม
โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามคนอ้วนกว่า 300 คนที่มีอายุระหว่าง 40-65 ปี ซึ่งทำการควบคุมน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารไขมันต่ำ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือการไดเอทแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ผล ที่ได้จากการติดตามพบว่ากลุ่มที่มีการรับประทานแคลเซียมสูง ประมาณ 580 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นนม 2 แก้ว สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 12 ปอนด์ใน 2 ปี ส่วนกลุ่มที่รับประทานต่ำเพียง 150 มิลลิกรัม หรือเทียบเป็นนมเพียงครึ่งแก้วต่อวัน ลดน้ำหนักได้แค่ 7 ปอนด์
นักวิจัยอธิบายความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ว่า นมไปช่วยเพิ่มระดับพลังงานในร่างกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญได้ดี “นมช่วยให้เรารู้สึกอิ่ม และเกิดความพึงพอใจ ทำให้ไม่นึกอยากกินอาหารที่มีน้ำตาล เครื่องดื่มซอฟต์ดริ๊งค์ น้ำผลไม้หวาน ๆ หรือเครื่องดื่มโซดาทั้งหลาย” นอกจากนั้น ยังมีการวิจัยเพิ่มเติมว่าในน้ำนมมีวิตามิน D ที่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้ดีกว่า โดยระดับวิตามิน D ที่มีการแนะนำไว้ต่อวันคือ 400 มิลลิกรัม หรือเทียบได้กับนมโลว์แฟต หรือพร่องมันเนยประมาณ 4 แก้ว
ลดน้ำหนักคราวนี้นมสักแก้วก็ดีนะคะ…
ขอบคุณข้อมูลจาก ขวัญเรือน
8 วิธีให้คุณหันมาดื่มน้ำง่ายขึ้น
ปกติ เราส่วนใหญ่ก็ทราบก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หลายคนก็ไม่เคยชิน และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันไม่ได้สักที เราเลยมีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น มาฝากกันค่ะ
1. ดื่มน้ำให้เหมือนเป็นกิจวัตร พยายามดื่มน้ำทุกเช้าหลังตื่นนอนให้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะการดื่มน้ำตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากดื่มน้ำมากไปตลอดทั้ง วัน ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย
2. บีบน้ำมะนาวใส่นิด ๆ หากคุณรู้สึกแปลก ๆ กับรสชาติที่จืดชืดของน้ำเปล่า ขอแนะนำให้คุณหามะนาวมาบีบลงไปในน้ำเปล่าซักเล็กน้อยก่อนดื่ม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำ
3. ทำให้มันใสอยู่เสมอ หมั่นตรวจดูปัสสาวะของคุณหลังเสร็จธุระ เพื่อให้มั่นใจว่ามันยังใสอยู่เสมอ เพราะความใสนั้นเหมือนเป็นดัชนีวัดว่า ร่างกายของคุณได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่เมื่อไรก็ตามที่ปัสสาวะของคุณมีสีเหลืองเข้ม นั่นหมายความว่าร่างกายของคุณกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ
4. ถ้าร้อนนัก ก็ดื่มซะ เมื่อคุณกำลังอยู่ในอารมณ์ที่เดือดดาล ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น เพราะบางครั้งการเลือกเครื่องดื่มก็เป็นเรื่องของจิตวิทยา การที่คุณได้ถือเครื่องดื่มอุ่น ๆ สักแก้วไว้ที่มือ อาจช่วยให้คุณลดอารมณ์เดือดดาลลงได้มากกว่าเครื่องดื่มปกติ ยิ่งกว่านั้น ในกาแฟและน้ำชายังมีสารคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มอัตราการกำจัดน้ำออกจากร่างกายของคุณ ในรูปของปัสสาวะ
5. ดื่มน้ำเมื่อคุณถูกความตะกละจู่โจม บางครั้งความรู้สึกหิวของคนเราก็เป็นความกระหายแบบหลอก ๆ หรือแค่รู้สึกตะกละเท่านั้น ดังนั้นคุณสามารถแก้อาการนี้ได้ด้วยการหาน้ำดื่มซัก 1- 2 แก้ว เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินอะไรรองท้อง
6. เริ่มปฏิบัติจากขั้นตอนง่าย ๆ อย่าคาดหวังว่าคุณจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำได้ จากหน้ามือเป็นหลังมือ คือจากคนที่ไม่ดื่มน้ำเลยมาดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่คุณควรเริ่มจากการดื่มน้ำ 1 แก้วในตอนเช้าของวัน ตามด้วยการดื่มน้ำอีก 1 แก้วก่อนนอนจนเป็นนิสัย จากนั้นค่อยๆเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำระหว่างวันให้มากขึ้น
7. ถูก และ ถูก อย่าลืมว่า น้ำดื่มตามภัตตาคารนั้นมีให้บริการฟรี แบบไม่อั้น
8. หมั่นหาแก้วน้ำที่มีน้ำเต็มแก้ว 1 ใบมาวางไว้ข้างตัวคุณเสมอ ขณะคุณกำลังทำงาน เพราะมันจะทำให้คุณสะดวกต่อการหยิบขึ้นมาจิบไปเรื่อยๆ ขณะทำงานโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องสุมหัวคิดงานกับเพื่อน ๆ หรือเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาหากคุณไม่ต้องการให้มือของคุณอยู่ว่าง
เห็นไหมคะว่า การดื่มน้ำไม่ยากอย่างที่คุณคิด และน้ำมีประโยชน์มาก ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่าลืมนะคะ หันมาใส่ใจสุขภาพก่อนที่จะสายเกินแก้ เพียงแค่พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วเท่านั้นค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
7 พฤติกรรมทำคุณน้ำหนักขึ้น
1.ดื่มกาแฟ
คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ทุก ๆ เช้า
ต้องสั่งกาแฟจากร้านกาแฟระหว่างเดินทางมาทำงานมาดื่ม
แถมกาแฟนั้นยังตกแต่งด้วยวิปครีมที่ดูอลังการน่าดื่มสุด ๆ
แต่วิปครีมนั่นแหละคือแคลอรีที่คุณจะได้รับมากเกินขนาด
ทำให้กาแฟหนึ่งแก้วของคุณทุกเช้ามีปริมาณแคลอรีมากถึง 370 แคลอรีเข้าไปแล้ว
แถมยังมีไขมันจากนมอีกด้วย
เพราะฉะนั้นแล้ว หากไม่ปรารถนาแคลอรีจากกาแฟแก้วสวย เลือกทานกาแฟแบบธรรมดาที่ไม่เติมครีม หรือน้ำตาลลงไปดีกว่า
เพราะครีม 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานถึง 24 แคลอรี และไขมันอีก 3 กรัม
ส่วนน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ก็ให้พลังงานถึง 16 แคลอรี
แต่ถ้าคุณเลือกทานกาแฟธรรมดา ๆ แทน ภายใน 1 ปี จะลดพลังงานส่วนเกินลงได้ถึง
17,160 แคลอรี ซึ่งเท่ากับลดน้ำหนักได้ถึง 5 ปอนด์เลยนะนั่น
2.เดินไปหม่ำไป หรือ หม่ำขณะขับรถ
บางทีเพราะความรีบเร่งก็ทำให้หลายคนมีพฤติกรรมเดินไปด้วยกินไปด้วย
เพื่อประหยัดเวลา แต่การกินระหว่างทางนี่แหละทำให้คุณกินเร็วเกินไป และนาน ๆ
เข้าคุณก็จะติดนิสัยกินเร็วไปโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่
อาหารมื้อหนึ่งเราควรใช้เวลาทานอย่างน้อย 20 นาที
ทางแก้ก็คือ นั่งลงค่อย ๆ ทานจะดีกว่า (ไม่รวมการรับประทานอาหารขณะขับรถนะ เพราะนั่นก็ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดินไปกินไปอยู่ดี) เพราะ
หากคุณรีบเคี้ยวรีบกินมากเกินไป เมื่อถึงอาหารคำสุดท้าย
คุณจะไม่รู้สึกอิ่มเลย และอยากหาอะไรใส่ปากอีก
แล้วทีนี้คุณก็จะเผลอทานอาหารมากเกินไปนั่นเอง
แต่ถ้าคุณใจจดใจจ่อกับการรับประทานอาหารตรงหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป
คุณจะรู้ว่าทานอะไรไปบ้าง แล้วก็จะรู้สึกอิ่มได้โดยไม่ทานอาหารมากเกินไป
3.สวาปามอย่างลืมตัวในช่วงสุดสัปดาห์
ความพยายามไดเอทที่ทำมาตลอดวันจันทร์-ศุกร์ อาจพังครืน
หากวันหยุดสุดสัปดาห์คุณเผลอไปปาร์ตี้จนลืมตัว
แถมคนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ด้วย โดยนักวิจัยเปิดเผยว่า
คนมักจะไม่ค่อยคำนึงถึงปริมาณอาหารการกินในช่วงวันหยุด โดยเฉพาะวันเสาร์
ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะบริโภคไขมันเข้าไปมากกว่าวันปกติ
และทำให้แคลอรีพุ่งปรี๊ด
เพื่อไม่ให้วันเสาร์และวันอาทิตย์กลายเป็นวันน้ำหนักพุ่ง
ขอให้คุณใส่ใจกับปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปด้วย
รวมทั้งชั่งน้ำหนักตัวเองทุกวัน
และระมัดระวังเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ซึ่งจะให้แคลอรีกับคุณได้เหมือนกัน
4.ขนาดของจานก็สำคัญ
สังเกตไหมว่าสมัยนี้ร้านอาหารมักจะจัดจานขนาดใหญ่ให้ลูกค้า
กับข้อเสนอเพิ่มไซส์บิ๊กได้ในราคาที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย
ซึ่งก็ทำให้คุณอยากจะเลือกทานขนาดจานไซส์บิ๊กนั่นแหละ เพื่อความคุ้ม
จนลืมตัวไปว่า ยิ่งทานมาก น้ำหนักก็ยิ่งมากนะจ๊ะ
เพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้นไปมากกว่านี้ เลือกทานอาหารในจานเล็ก ๆ จะดีกว่า
เพราะจะทำให้เรารู้จักควบคุมพฤติกรรมการทานอาหารของตัวเอง
รวมทั้งเวลาไปสั่งอาหารก็อย่าเผลอไผลไปเลือกไซส์บิ๊กล่ะ แม้ราคาจะคุ้มกว่า
แต่ก็แลกกับน้ำหนักที่พุ่งขึ้นแบบไม่คุ้มเลยนะ
5. ไดเอทแบบฉับพลัน
การตั้งหน้าตั้งตาไดเอทแบบอดอาหารฉับพลัน อาจทำให้เกิดปฏิกิริยา “โยโย่”
ตามมาได้ เพราะเมื่อคุณลดปริมาณอาหารอย่างกะทันหัน
จะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายทำงานช้าลง
เนื่องจากร่างกายมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
จึงพยายามสำรองพลังงานไว้ในร่างกายให้มากที่สุด นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า
ทำไมคนที่อดอาหารอย่างฉับพลันมักจะอยากทานขนมหวาน จำพวกช็อกโกแลต
ซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง และในที่สุดแล้ว
คุณก็อาจอดใจไม่ไหวรับประทานเข้าไป
ทีนี้น้ำหนักที่ลดลงไปก็จะกลับมาพุ่งพรวดอีกแน่นอน ดังนั้นแล้ว หากปรารถนาจะลดน้ำหนักจริง ๆ ก็ไม่ควรถึงกับอด แค่ลดปริมาณลดนิดหน่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
6.พลาดอาหารมื้อสำคัญ
เคยได้ยินแต่ยิ่งกินยิ่งอ้วน แต่นี่ยิ่งไม่กินก็ยิ่งอ้วนได้นะ เพราะการไม่รับประทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งอาจส่งผลลบต่อระบบเมตาบอลิซึ่มของคุณ ทำให้มันเผาผลาญได้ช้าลง
เพราะเห็นว่าไม่มีอาหารเข้าสู่ระบบแล้วไง วิธีแก้ก็ง่าย ๆ
แค่ทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เช้า กลางวัน เย็น อย่าอดมื้อใดมื้อหนึ่งเด็ดขาด
เพื่อรักษาระบบเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพ
7.เบื่อการออกกำลังกาย
ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพแค่ไหน
รวมทั้งช่วยเรื่องลดน้ำหนักด้วย แต่คนก็ไม่ค่อยทำกัน
บางทีออกกำลังกายได้สามวันก็เบื่อซะแล้ว งานนี้
เทรนเนอร์จากฮอลลีวู้ดจึงแนะนำว่า ใครที่เบื่อการออกกำลังกายให้วางแผนซะใหม่ เลือกออกกำลังกายในแบบต่าง ๆ กันในแต่ละวัน หรือแต่ละวันให้เลือกว่าจะออกกำลังเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ เพื่อจะได้ไม่เบื่อ และยังทำให้ร่างกายแข็งแรงทุกส่วนด้วยล่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com
10 เคล็ดลับแค่นั่งก็ลดน้ำหนักได้
1. หัวเราะกันหน่อย
คุณจะต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าการหัวเราะนั้นจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้ แต่ก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะมีผลวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ระบุว่า ถ้าคุณหัวเราะได้ 10 – 15 นาทีต่อวัน จะทำให้ร่างกายของคุณเผาผลาญได้ถึง 40 กิโลแคลอรี่ และนอกจากนี้การหัวเราะยังเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้อีก 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จะช่วยกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึ่มให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย จากนี้ก็หันมาหัวเรากันเยอะ ๆ นะคะ
2. บริหารช่วงล่างกันดีกว่า
การบริหารกล้ามเนื้อเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี ดังนั้น ต่อไปนี้ช่วงพักหรือหลังเลิกงานก็ชวนเพื่อน ๆ มาบริหารร่างกายกันหน่อยดีกว่า ด้วยการบริหารสะโพก และช่วงขา
บริหารสะโพก – โดยการเอนตัวพิงไปที่พนักเก้าอี้ให้เต็มหลัง จากนั้นวางเท้าลงบนพื้นแล้วยืดขาออกไปให้ทำมุมประมาณ 45 องศา เมื่อเข้าที่แล้วก็ยกเข่าขึ้นมาให้ชิดกับหน้าอกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านี้ทำ 3 เซต เซตละ 20 ครั้ง แค่เพียงท่านี้ท่าเดียวก็ช่วยเผาผลาญได้ถึง 75 กิโลแคลอรี่เลย แต่ถ้าคุณอยากได้ระดับยากกว่านี้ล่ะก็ใช้ท่าเดิมนี่แหละ แต่ยกเข่าค้างไว้ครั้งละ 5 – 8 วินาที โดยทำ 2 เซต เซตละ 8 ครั้งก็จะช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญได้ถึง 100 กิโลแคลอรี่ แถมยังช่วยให้กระเพาะของคุณย่อยอาหารได้ดีขึ้นด้วย
ขา – ใช้ต้นขาหนีบลูกบอลลูกเล็ก ๆ ค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีต่อครั้ง และทำแบบนี้ให้ได้ 3 เซต เซตละ 20 ครั้ง คุณควรทำให้ได้ 5 ครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ เพราะท่าบริหารท่านี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้อีก 75 กิโลแคลอรี่
3. เดินเยอะ ๆ
เขาบอกว่าคนที่นั่งอยู่กับที่นาน ๆ จะทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายช้าลง ดังนั้น ในระหว่างวันก็ควรลุกขึ้นมาเดินบ้างอะไรบ้าง อย่างน้อยวันละ 3 – 5 นาทีให้ได้วันละครั้งสองครั้งก็ยังดี เพราะการลุก ยืน และเดิน ทำให้ร่างกายของคุณเผาผลาญได้ถึง 300 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว แต่ยังไงก็อย่าเดินมากจนเสียงานเสียการนะจ๊ะ (เดี๋ยวเจ้านายจะว่าเอา)
4. นั่งบริเวณที่มีอากาศเย็น
เพราะหากในห้องทำงานของคุณมีอุณหภูมิต่ำ ร่างกายของคุณจะนำพลังงานจากอาหารที่คุณทานเข้าไปมาเปลี่ยนเป็นความร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเอง ทั้งนี้ ก่อนจะปรับลดอุณหภูมิก็ถามคนในออฟฟิศก่อนก็ดีนะ คนอื่นอาจจะกำลังหนาวอยู่ก็ได้
5. เปิดเพลงฟังกันหน่อย
ในระหว่างที่คุณนั่งรับประทานอาหารก็เปิดเพลงคลอเบา ๆ ไปด้วยจะดีมาก เพราะเสียงเพลงนั้นจะทำให้คุณผ่อนคลายและเคี้ยวอาหารช้าลง แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ เสียงดนตรียังทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อยากขยับร่างกายทำนู่นทำนี่มากขึ้นอีกด้วย และหากคุณได้ออกสเต็ปก็จะช่วยลดพลังงานในร่างกายไปได้ถึง 132 กิโลแคลอรี่ หากเย็นนี้มีเพื่อนชวนคุณไปปาร์ตี้ก็แดนซ์ให้เต็มที่เลย
6. เลือกทานอย่างฉลาด
พวกขนมกรุกรอบ หรือของหวานต่าง ๆ เชิดหน้าใส่พวกมันไปได้แล้ว เพราะขนมเหล่านั้นเป็นเพื่อนซี้กับไขมันเลย ดังนั้น ควรหันมาทานผักที่มีไฟเบอร์สูงกันดีกว่า อย่างเช่น บร็อกโคลี่ แครอท หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ฯลฯ และเลือกทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันเท่านั้น เช่น อกไก่ เนื้อปลา เพราะร่างกายจะใช้พลังงานในการย่อยโปรตีนและไฟเบอร์มากกว่าสารอาหารชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ อาหารทั้งสองประเภทก็ไม่มีไขมัน ปราศจากน้ำตาลอีกด้วย
7. ทานอาหารบ่อย ๆ
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการทานอาหารบ่อย ๆ น่าจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าไม่ใช่เหรอ? ซึ่งจริง ๆ แล้วการทานอาหารบ่อย ๆ เป็นผลดีกับร่างกายของคุณมาก ๆ เพราะเมื่อคุณไม่ขยับตัว ก็ต้องให้ภายในของคุณขยับแทน โดยการแบ่งอาหารหลักเป็นสามมื้อ แล้วทานมื้อย่อยทุก ๆ ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกทานด้วยนะคะ อย่าเผลอตามใจปากล่ะ ในระหว่างมื้อคุณอาจจะเลือกทานผลไม้ที่ให้พลังงานสูงอย่างเช่น กล้วย หรือพวกขนมปังสักแผ่นสองแผ่นก็ได้ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญให้ดีขึ้น และช่วยลดความหิวด้วย
8. ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ
เพราะน้ำอุ่นนั้นจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณอบอุ่นยิ่งขึ้น และยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบเมตาบอลิซึ่มดีขึ้นอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ดีขนาดนี้ใครที่ชอบดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำน้อย ๆ ก็เปลี่ยนนิสัยซะนะคะ แลัวหันมาดื่มน้ำอุ่นกันเยอะ ๆ ดีกว่าจ้า
ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com
10 อาหารอุดมแคลเซียมที่จะช่วยคุณลดน้ำหนักได้

1. งา
ให้แคลเซียม 227 มิลลิกรัม คิดเป็น 28% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ออนซ์ (ประมาณ 28 กรัม) ให้พลังงาน 160 แคลอรี่
2. กวางตุ้งฮ่องเต้ (Bok Choy)
ให้แคลเซียม 158 มิลลิกรัม คิดเป็น 16% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ถ้วย ให้พลังงาน 20 แคลอรี่
3. ทาฮินี่ (Tahini คืองาบดจนข้นเป็นครีม เป็นอาหารพื้นเมืองจากแถบตะวันออกกลาง)
ให้แคลเซียม 112 มิลลิกรัม คิดเป็น 12% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 2 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 160 แคลอรี่
4. ครีมชีส
ให้แคลเซียม 98 มิลลิกรัม คิดเป็น 10% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ออนซ์ (ประมาณ 28 กรัม) ของครีมชีสชนิดพร่องมันเนย ให้พลังงาน 29 แคลอรี่
5. คะน้า
ให้แคลเซียม 93 มิลลิกรัม คิดเป็น 9% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ถ้วย ให้พลังงาน 36 แคลอรี่
6. อัลมอนด์
ให้แคลเซียม 75 มิลลิกรัม คิดเป็น 8% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ออนซ์ (อัลมอนด์ประมาณ 22 เมล็ด) ให้พลังงาน 170 แคลอรี่
7. บร็อคโคลี่
ให้แคลเซียม 62 มิลลิกรัม คิดเป็น 6% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ถ้วย ให้พลังงาน 55 แคลอรี่
8. ปวยเล้ง (spinach หรือผักโขมอย่างที่เราเรียกกัน ความจริงคือปวยเล้งนะคะ)
ให้แคลเซียม 60 มิลลิกรัม คิดเป็น 6% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 2 ถ้วย ให้พลังงาน 14 แคลอรี่
9. วอเตอร์เครส
ให้แคลเซียม 40 มิลลิกรัม คิดเป็น 4% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ถ้วย ให้พลังงาน 4 แคลอรี่
10. โรมาโนชีส
ให้แคลเซียม 298 มิลลิกรัม คิดเป็น 30% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
ปริมาณการบริโภค : 1 ออนซ์ (ประมาณ 28 กรัม) ให้พลังงาน 108 แคลอรี่
ขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com
10 อันดับผักผลไม้ยอดฮิตที่มีสารปนเปื้อน
ข้อมูล จาก The Environmental Working Group (EWG) หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกา ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษในการเก็บข้อมูลผักและ ผลไม้ ยอดฮิตซึ่งมีอัตราการปนเปื้อนสารเคมีสูงสุด ได้ผลดังนี้
1. แอปเปิ้ล
2. บลูเบอร์รี่
3. เซเลอรี่
4. องุ่น
5. เนกทารีน
6. ลูกพีช
7. สตรอเบอร์รี่
8. พริกหยวก
9. มันฝรั่ง
10. ผักโขม
จะเห็นได้ว่าผักและผลไม้ทั้งสิบมีลักษณะเด่นคือ ถ้าไม่กินสดทั้งเปลือกก็มีเปลือกบาง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดูดซับสารเคมีได้มากจนติดท็อปเท็นนั่นเอง
ผัก และผลไม้ทั้งสิบ เป็นสิ่งที่พบได้ในมื้ออาหารแทบจะทุกวัน ต่างมีรสชาติอร่อยและคุณประโยชน์มากโข จะเลิกกินก็หาใช่ทางออกที่ถูกต้อง เมื่อรู้ดังนี้แล้ว สิ่งที่ควรระลึกเสมอคือ ควรล้างให้สะอาดก่อนกินเสมอ หรืออีกทางหนึ่งคือเลือกซื้อผักผลไม้ออร์แกนิกส์ จะช่วยลดความเสี่ยงสารพิษตกค้างได้เยอะเลย
ขอบคุณข้อมูลจาก www.healthandcuisine.com
5 วิธีไดเอ็ตที่แย่ที่สุด
1. ไดเอ็ตด้วยการกินอาหารแค่บางประเภท
เช่น ซุปกระหล่ำปลี หรือ องุ่น แต่จะกินสักกี่ถ้วยถึงจะพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะ คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทถ้ากินอาหารประเภทนี้ซ้ำๆ อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่คุณก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหารไปในทันที
2. ไดเอ็ตดีท็อกซ์
เชื่อกันว่าเป็นการล้างสารพิษออกจากร่างกาย จริงแล้วเปล่าเลย มันกลับเป็นวิธีที่ดูโง่ที่สุดและไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์แล้วว่า ดี จริงๆ แล้วอวัยวะในร่างกายของเราดีอยู่แล้วมีระบบฟอกกรองของเสียของร่างกาย เช่น ตับและปอด โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดีท็อกซ์ในการล้างสารพิษ ฉะนัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายดีกว่า
3. ไดเอ็ตด้วยอาหารหรือยามหัศจรรย์
ลืมไปได้เลยว่าจะมีอาหารหรือยาชนิดไหนสามารถช่วยลดความอ้วนของคุณได้ในระยะ เวลายาว โดยที่กินแล้วไม่มีผลกระทบข้างเคียง คุณอาจจะกินวิตามินเสริมไปกับการลดน้ำหนักได้ แต่แนะนำว่ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะดีกว่า
4. ไดเอ็ตที่ต้องอด
กลายเป็นค่านิยมสำหรับสำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักไปแล้ว แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย เพราะถ้าคุณกินอาหารไม่เพียงพอก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายและเมื่อคุณเลิกอดอาหาร กลับมาทานปกติระบบเผาผลาญก็จะแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟ็กต์และกลับมาอ้วนอีก
5. ไดเอ็ตที่ฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง
ถ้ามันฟังดูดีจนเกินไปจนไม่น่าทำได้จริง มันก็คงเป็นเช่นนั้น แผนการไดเอ็ตที่อ้างถึง “ความลับ” บางอย่างที่ตรงข้ามกับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือมันก็อาจเป็น ความลับที่เป็นไปไม่ได้ก็ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/14078.html
อยู่ออฟฟิศก็ออกกำลังได้
ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com
8 ชั่วโมงสำหรับการทำงานต่อวัน 3 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง 2 ชั่วโมงเพื่อดูละคร หนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นกับการเล่นเฟซบุ๊กอินสตาแกรม และอื่น ๆ อีกมากมาย ตารางชีวิตที่แน่นซะจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย หากยังเป็นอย่างนี้อีกไม่กี่ปีคงไม่โอ.เค. เท่าไหร่ ไหนจะเรื่องอาหารการกินที่มีแต่จะเพิ่มน้ำหนักให้คุณอีก จะดีกว่ามั้ย…ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนชีวิตการทำงานแบบนั่งโต๊ะให้กลายเป็นการออกกำลังกายได้ในเวลาเดียวกัน ก็เพียงแค่จัดระเบียบใหม่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง
เข้างานปุ๊บ ออกกำลังปั๊บ
ทันทีที่นั่งหน้าโต๊ะทำงาน เริ่มจากอะไรง่าย ๆ ด้วยท่าบริหารที่แทบไม่มีใครสังเกตได้ โดยนั่งหลังตรงขนานกับพนักเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นมาเก้าสิบองศา เหมือนท่าเหยียดขาเวลานั่งบนพื้น ค้างไว้ 5 วินาทีแล้วทำซ้ำเรื่อย ๆ จะรู้สึกได้ถึงการเผาผลาญ ลองทำติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์จะเริ่มสัมผัสได้ว่าหน้าท้องและบั้นท้ายกระชับขึ้น
ยกเครื่องออกกำลังกายมาไว้บนโต๊ะ
อย่าเพิ่งตกใจว่าจะให้ยกเครื่องวิ่งมาไว้ในห้องทำงาน เพียงแค่ให้เพิ่มอุปกรณ์ออกกำลังชิ้นเล็ก ๆ อย่างดัมบ์เบลล์ขนาดเล็กไว้ สำหรับบริหารต้นแขนในเวลาว่างนี่อาจจะดูตลกสำหรับเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่นานก็จะเปลี่ยนเป็นค่าชมเมื่อต้นแขนของคุณดูดีขึ้น
เล่นเกมโภชนาการ
เราต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรที่ควรกินและไม่ควรกิน แต่ในเวลาที่จำกัดก็ทำให้เลือกกินได้ลำบากมากขึ้นการสร้างนิสัยการกินอาหารสุขภาพ จะต้องมีการวางแผน เริ่มต้นจากของกินเล่นก่อนก็ได้ แน่นอนว่าต้องหลีกเลี่ยงน้ำตาลและแป้งแล้วหันมาหาอะไรที่พอจะถูกปากและแคลอรีไม่สูงนัก เช่น ถั่วอบ ผลไม้สด มันดีกว่าที่จะหาซื้อของกินเล่นตามที่อารมณ์พาไป
เปลี่ยนเก้าอี้ช่วงบ่ายหายง่วงชัวร์
หลังมื้อกลางวันที่คุณมักจะรู้สึกง่วงเป็นประจำ แทนที่จะดื่มกาแฟเย็นแคลอรีสูง ลองมาลดอาการง่วงกันด้วยการเปลี่ยนจากการนั่งเก้าอี้มานั่งบนลูกบอลออกกำลังกายแทนเพียงวันละหนึ่งชั่วโมง ลูกบอลไม่เพียงแค่ส่งผลดีกับรูปร่างเท่านั้น แต่ยังเป็นการบังคับร่างกายให้นั่งหลังตรง และต้องเกร็งส่วนเขาเพื่อการทรงตัว และท่านั่งที่ไม่สบายอย่างนี้ สามารถถอดอาการง่วงได้ชะงัดนักแล
ฟิตกันเป็นกลุ่ม
ทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ออฟฟิศก็คือการมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ลองชวนเพื่อนร่วมงานเดินกลับบ้านด้วยกันแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำอาหารสุขภาพแล้วนำมากินร่วมกัน หรือจับกลุ่มกันออกกำลังกาย นอกจากจะได้หุ่นที่ดีขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานยังจะดีขึ้นอีกด้วย
เทรนเนอร์คนพิเศษ
เทรนเนอร์คนสำคัญที่จะทำให้คุณไม่หลุดโฟกัสก็คือ “น้ำเปล่า” หลายคนมักดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวันทำให้มักเข้าใจผิดว่าความกระหายน้ำเป็นความหิวอาหาร หันมาดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร ไม่เพียงแต่ทำให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย ไม่ให้คุณเผลอกินจุบจิบด้วยล่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : Lisa, http://health.kapook.com/view48779.html
นักโภชนาการแนะ 6 วิธีรับมือการกินอาหารเกินความจำเป็น
คงไม่ดีแน่หากเราต้องรับประทานอาหารเพราะความอยากกินมากกว่าความหิว เพราะการรับประทานอาหารที่เกินความต้องการของร่างกาย อาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ
นางซูซาน โบเวอร์แมน โภชนากร ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับวิธีรับมือกับการจู่โจมของความอยากอาหารแบบไม่ยั้ง และ 6 วิธีลดความอยากรับประทานอาหารอย่างได้ผล เพื่อให้ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใส่ใจ และควบคุมการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ
เริ่มจากเหตุผลข้อแรก “กินเพื่อความสบายใจ” เหตุผลข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกปฏิบัติมากที่สุด ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดความเครียด หลังจากที่ต้องผ่านเรื่องแย่ ๆ จากการทำงาน หรือการปะทะคารมกับเพื่อนสนิท อย่างไรก็ตามสำหรับผู้บริโภคที่รับประทานจากเหตุผลข้อนี้ อาจรู้สึกผิดหลังจากที่หายเครียด เนื่องจากเผลอรับประทานในสิ่งที่ไม่ควรกิน
เทคนิคการแก้ไขนั้น นักโภชนากรแนะนำว่า “คุณควรพยายามจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โทรศัพท์ไปปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทอีกคน หรือออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียด และเลือกวิธีระบายอารมณ์ลงในสมุดไดอารีเล่มโปรด และที่สำคัญนั้นไม่ควรเปิดตู้เย็น”
ส่วนเหตุผลต่อมาคือ “กินเป็นรางวัลให้กับตัวเอง” เนื่องจากเหตุผลข้อนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก เพราะมีหลายคนที่ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการรับประทานอาหารให้สมอยาก หลังจากประสบความสำเร็จในการควบคุมอาหารและน้ำหนักได้ตรงตามแผนที่วางไว้ แต่ถ้าคุณยอมให้รางวัลกับตัวเอง ที่ได้ปฏิบัติตัวดีด้วยการกินเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ และอาหารที่จัดเลี้ยงฉลองนั้นให้เป็นมื้อพิเศษ ซึ่งทำให้คุณอยากบริโภคอีกหลาย ๆ ครั้ง เพราะอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มกลับมาได้อีก
เทคนิคแก้ไขนั้นมีอยู่ว่า “สำหรับผู้ที่ต้องการให้รางวัลกับตัวเอง ลองมองหาวิธีอื่นใหม่ ๆ เช่น ดาวน์โหลดเพลงใหม่ ชวนคนรู้ใจไปฟิตเนส หรือเข้ารับบริการนวด แทนการมองหาเมนูเด็ด..ก็จะดีไม่น้อย” ซูซาน กล่าว
สำหรับเหตุผลลำดับที่ 3 “กินเพราะคิดว่าควรกิน” สำหรับผู้ที่ยังยึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ เช่น “ฉันควรกินอาหารจานนี้” หรือ “ไม่อยากขัดศรัทธาอาหารที่แม่เป็นคนปรุงให้” แนะนำให้เปลี่ยนแนวคิดนี้ เพราะอาจทำให้คุณเผลอรับประทานอาหารจนหมดจานโดยไม่รู้ตัว
ส่วนเทคนิคแก้ไข คุณอาจพูดว่า “ขอบคุณค่ะอาหารดูน่ากินจัง แต่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้สึกหิวเลยค่ะ อีกสักครู่ค่อยรับประทานนะคะ” หรือคุณอาจรับอาหารนั้นไว้ แล้วบริโภคสักคำสองคำเพื่อมิให้เสียมารยาท เพียงเท่านี้ก็ป้องกันการกินที่ยังไม่ถึงเวลากินได้แล้ว
เหตุผลข้อ 4 “กินเพราะมีอาหารวางไว้ให้เห็น” ว่ากันว่า การวางอาหารไว้จะเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจให้คุณบริโภคมันโดยไม่จำเป็น ทางแก้ไขนั้น ให้คุณบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีอาหารวางอยู่ตรงหน้าคุณ” ถือเป็นตัวช่วยลดการรับประทานอาหารโดยไม่จำเป็น
เหตุผลข้อ 5 “กินเพราะเห็นคนอื่นกินกัน” หากคุณโดนเพื่อน ๆ กดดันให้รับประทานอาหารในขณะที่คุณกำลังอิ่ม แนะนำว่าให้รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยการเข้าร่วมวงสังสรรค์อย่างกลมเกลียว ด้วยการดื่มน้ำชา หรือเลือกถือแก้วเปล่าในมือ โดยไม่แตะอาหารในจาน เท่านี้ก็ทำให้คุณได้ประโยชน์ 2 ด้านแล้ว คือไม่เสียทั้งเพื่อนและไม่อ้วนอีกด้วย
ส่วนเหตุผลข้อสุดท้าย “กินเพราะต้องการเบี่ยงเบนความสนใจ” เหตุผลข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับผู้บริโภคเช่นกัน เพราะการใช้อาหารสร้างความเพลิดเพลินบันเทิงใจในเวลาว่าง จะทำให้คุณเป็นโรคอ้วนได้โดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นทางออกของเหตุผลนี้ หนีไม่พ้นการออกกำลังกายเพื่อยืดเส้นยืดสายและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำซิตอัพกลางแจ้ง ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังเป็นการลดความสนใจในการบริโภคอาหารลงได้ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยโพสต์, http://health.kapook.com/view49439.html
9 กฎไดเอตพวกนี้ ลืม ๆ เสียบ้างก็ดีนะ!
ข้อควรทำและข้อห้ามบางอย่างในเรื่องการลดน้ำหนักที่ได้ยินกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นอย่ากินตอนกลางคืน หรือการอดอาหารบางมื้อ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเรื่องพวกนี้บางทีก็จริงแค่ครึ่งเดียว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อผิด ๆ ซะมากกว่า และบางอย่างก็เป็นอันตรายเลยด้วยซ้ำ แต่ที่เหมือนกันก็คือ มันไม่ช่วยให้คุณลดน้ำหนัก หรือทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักได้ต้องแหกกฎพวกนี้ซะ!
1. “การกินอาหารตอนกลางคืนทำให้น้ำหนักเพิ่ม”
มันเป็นเรื่องของแคลอรี่ที่บริโภคเข้าไปใน 24 ชั่วโมง (หรือตลอดสัปดาห์) มากกว่าที่เป็นสาเหตุให้น้ำหนักขึ้น ส่วนเวลาที่คุณบริโภคแคลอรี่เหล่านั้นไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก แต่อาจเพราะคุณมักจะเหนื่อยกว่าในตอนเย็นก็เลยมีแนวโน้มที่จะกินมากขึ้น หรือกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงกว่าที่กินตอนกลางวัน แต่ตราบเท่าที่คุณใส่ใจในเรื่องจำนวนแคลอรี่ทั้งหมดและปริมาณอาหารที่กิน ก็กินได้ตามเวลาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
2. “กินอาหารเวลาเดียวกันทุกวันดีกว่า”
กินเวลาที่หิวต่างหากที่ดีกว่า ไม่ใช่กินเมื่อถึงเวลา การบังคับตัวเองให้กินเวลาที่ไม่หิว หรือบังคับตัวเองให้รอแม้จะหิวแล้ว มีแต่จะทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้น ถ้าคุณต้องกินในเวลาที่แน่นอน เช่น ในช่วงเวลาพักกลางวัน ก็ปล่อยตัวเองบ้างในช่วงเวลาอื่น และกินเมื่อกระเพาะบอกว่าถึงเวลากินก็พอ แต่อย่าปล่อยให้หิวจนเกินไปล่ะ เพราะคุณอาจกินมากกว่าที่ควรเป็น
3. “การไดเอตพร้อมกับเพื่อนทำให้การลดน้ำหนักง่ายขึ้น”
ไม่ต้องสงสัยว่า การมีเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกันสามารถส่งผลดีในยามลดน้ำหนัก แต่ก็มีตัวอย่างเหมือนกันว่า เพื่อนสามารถส่งผลเสียต่อคุณและเพื่อนได้ เช่น ถ้าเพื่อนคนหนึ่งทำไม่สำเร็จ แต่อีกคนทำได้ มันก็จะสร้างความตึงเครียดในหมู่เพื่อน และการลดน้ำหนักก็เป็นเรื่องของใครของมัน แต่ถ้าคุณคิดว่า ลดน้ำหนักง่ายกว่าถ้ามีเพื่อน ก็จำไว้แค่ว่าให้แข่งแต่กับตัวเอง ไม่ใช่กับคนอื่น
4. “ไขมันในอาหารทำให้อิ่มได้นานกว่า คุณจึงกินน้อยลง”
นี่เป็นกฎที่ได้รับการยอมรับกันมานาน แต่มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ไขมันใช้เวลานานกว่าในการย่อย แต่มันก็ให้ความอิ่มและพึงพอใจน้อยที่สุดในกลุ่มอาหาร มันจึงไม่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร อาหารที่มีแนวโน้มจะทำให้อิ่มได้นานกว่าก็คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แล้วก็ไขมันเป็นอันดับสุดท้าย
5. “เมื่อเผลอกินเยอะไปก็ควรรอจนวันรุ่งขึ้น แล้วค่อยกลับมาไดเอตเหมือนเดิม”
อาหารทุกมื้อมีความสำคัญหมด ฉะนั้น ถ้าคุณเผลอกินเค้กชิ้นโตเข้าไปตอนกลางวัน ก็ควรกลับมาคุมอาหารในมื้อเย็นต่อทันที ไม่จำเป็นว่าต้องคุมการกินให้ได้ตลอดวันถึงจะนับว่าได้ผลหรอก
6. “การปฏิเสธอาหารที่งานเลี้ยงเป็นเรื่องไม่สุภาพ”
ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวาน หรือแพ้อาหารบางชนิดอย่างแรง คุณก็คงไม่คิดซ้ำสองเวลาปฏิเสธอาหารที่กินไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ฉะนั้น คุณก็ควรคิดแบบเดียวกันเวลาปฏิเสธอาหารที่คุณรู้ว่าไม่เหมาะกับการไดเอตของคุณ
7. “การงดอาหารบางมื้อเป็นครั้งคราวจะช่วยคุณลดน้ำหนักได้”
การงดอาหารบางมื้อหมายความว่า คุณจะหิวมากขึ้นเมื่อถึงมื้อถัดไป และก็จะกินมากเกินไป ไม่เพียงเท่านั้น การงดมื้ออาหารยังทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้าลง ซึ่งหมายความว่าคุณจะเผาผลาญแคลอรี่น้อยลงด้วย
8. “ขนมปัง ถั่ว แล้วก็พาสต้าทำให้อ้วน”
ไม่เกี่ยวกับว่าอะไรที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม แต่เกี่ยวกับปริมาณที่คุณกินมากกว่า ตัวอย่างเช่น ขนมปังโฮลวีตเป็นแหล่งอาหารชั้นดี และไม่ทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มมากไปกว่าอาหารแบบเดียวกันที่ให้แคลอรี่เท่ากัน
9. “แคลอรี่ทุกชนิดเหมือนกัน”
ก็อาจจะจริงที่ว่า 1,400 แคลอรี่ ก็คือ 1,400 แคลอรี่ แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อาหารบางอย่างมีความสามารถมากกว่าในการทำให้คุณอิ่มก่อนจะรู้สึกว่าอิ่ม อย่างอาหารที่มีเส้นใยอาหารและปริมาณน้ำสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช นอกจากนี้ คุณยังจะได้สารอาหารจากอาหารพวกนี้มากกว่าจากอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เท่ากัน ถ้าคุณนับแคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก แคลอรี่ทุกอย่างก็เหมือนกันแหละ แต่ถ้าคุณสนใจว่าจะลดน้ำหนักยังไงให้ดีต่อสุขภาพ และเพื่อควบคุมความหิว แคลอรี่ทุกอย่างก็ไม่เท่ากันนะจ๊ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa, http://health.kapook.com/view49613.html
อ้วนหลบใน อันตรายของคนผอม
บางคนอ้วนออกพุง บ้างก็อ้วนออกแขนขา บ้างก็อ้วนออกหน้า คนเรามีวาสนาแห่งความอ้วนต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ความอ้วนที่เรากังวลคือ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และใบหน้า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าตาของร่างกายที่ต้องนำเสนอออกสู่สังคม
หากมองในแง่สุขภาพ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า ความอ้วนใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย คนอ้วนหลายคนมีสุขภาพดีกว่าคนผอม เห็นได้จากในหลายๆ ครั้งเวลาเจาะเลือดตรวจไขมัน กลายเป็นว่าไขมันในคนผอมมีมากกว่าคนอ้วน ดังนั้น อ้วนไม่อ้วนไม่ใช่ตัวตัดสินเสมอไป
ความอ้วนที่จะบอกสุขภาพได้ต้องดูประกอบกันหลายอย่าง โดยเฉพาะผู้ที่ “อ้วนลึกๆ” ท่านเหล่านี้จะมีไขมันประกอบอยู่ในช่องท้องสูง แม้ข้างนอกจะไม่มีพุงก็ตาม โดยไขมันที่พอกอยู่ในช่องท้องเป็นแบบเดียวกับ “มันเปลว” ที่เราเห็นอยู่ในตลาดสด หากลองนำไปเจียวแล้วก็ได้น้ำมันเหมือนกัน
ฉะนั้น ถ้าจะดูสุขภาพจริงจัง ต้องดูแยกที่ตำแหน่งของไขมัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับความปลิ้นหรือไม่ปลิ้นของเนื้ออวบๆ ที่ต้นแขน ต้นขา โดยหนึ่งตัวชี้สำคัญคือ ไขมันตำแหน่งแย่ที่สุด อย่าง “ไขมันในช่องท้อง”(Visceral fat) ที่เป็นตัวทำให้เกิดโรคในกลุ่มที่เรียกว่า “อ้วนลงพุงมฤตยู”(Metabolic syndrome) ทำให้เกิดผลลัพธ์ร้ายเรียงกัน คือ หลอดเลือดพัง ดื้อต่ออินซูลินที่ทำให้ความดันสูงจนอาจกลายเป็นเบาหวาน และมันจุกตับหรือภาวะที่มีไขมันในเนื้อตับมากกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะยิ่งอันตรายมากในคนที่มีทั้งความอ้วนแบบเนื้อปลิ้นและอ้วนลึกๆ
นอกจากนี้ อ้วนลงพุงยังจะนำโรคความดันสูง เบาหวาน ไขมันพุ่ง และมะเร็งมาจ่อคิวอีก หนทางกำจัดไขไขมันที่เกาะอยู่ข้างในคือต้อง “ยกเครื่อง” การกิน-อยู่เสียใหม่ดังต่อไปนี้
“เพิ่มไขมันสีน้ำตาล” ในตัวคนเรามีไขมันที่มีสีขาวกับน้ำตาล โดยไขมันสีน้ำตาลนี้มีมากตอนเกิดเพื่อให้พลังงานและช่วยเผาผลาญ แต่พอโตขึ้นก็แทบไม่เหลือ การเพิ่มไขมันสีน้ำตาลต้องรับประทานไขมันดีและออกกำลังกายให้เหมาะสมจะช่วยได้
“เลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส” น้ำตาลชนิดนี้คือน้ำตาลผลไม้และน้ำตาลที่อยู่ในน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมหลายอย่าง ตัวที่น่ากลัวคือ “น้ำเชื่อมข้าวโพดเข้มข้น”(HFCS) ที่หวานจัดและกระตุ้นให้มันจุกตับได้ เป็นตัวบำรุงไขมันในช่องท้องอย่างดีเลย
และ “คอยตรวจการทำงานตับ” เพื่อความไม่ประมาทควรตรวจไว้ว่า มีไขมันมาเกาะหรือไม่ และเพื่อดูค่าเอนไซม์ตับจากเลือดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งยังควรอัลตร้าซาวน์ดูเนื้อตับเป็นระยะทุกๆ 6 เดือน ยิ่งในท่านที่ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ควรดูเรื่องไขมันจุกตับไว้ให้ดี
นพ.กฤษดา ชี้ว่า การมีค่านิยมว่ารูปร่างผอมเพรียวแล้วจะดี ยิ่งทำให้มี “จุดอ่อน” เสมือนหลุมดำทางสุขภาพ เพราะทำให้ลืมนึกถึงปรากฏการณ์อ้วนข้างในอย่างเช่นที่บอก จึงขาดความระวังเรื่องการรับประทาน แถมมักไม่ออกกำลัง เห็นได้ชัดจากประสบการณ์ตรวจคนไข้ มีหลายท่านที่ตรวจเลือดแล้วปรากฏค่าสารบ่งชี้มะเร็งตับขึ้น ค่าเอนไซม์ตับสูง มีน้ำตาลสะสมก็อยู่ในเกณฑ์อันตราย ขณะที่ตัวคนไข้ก็จะงงๆ ว่า ผอมอย่างนี้ทำไมข้างในดูเหมือนคนอ้วน ผิดกับคนเจ้าเนื้อหลายท่านที่หมั่นตรวจสุขภาพประจำเพราะตระหนักดีว่าเป็นคนอ้วนเลยสุขภาพดีไขมันไม่สูง ร่างกายข้างในแจ่มแจ๋ว เช่นเดียวกับผู้ที่ดูแลสุขภาพดีทั่วไป.
ขอบคุณข้อมูลจาก ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
ไขมัน, คอลเลสเตอรอล จัดการอย่างไรดี
ไปตรวจร่างกาย เจอไขมันสูง ไม่อยากกินยา เพียงปรับวิถีชีวิต รับมือกับไขมันสูงสบาย ๆ
4 วิธีง่าย ๆ เบื้องต้นในการรับมือกับภาวะไขมันโคเลสเตอรอลสูง
อันดับแรก เลือกทานอาหารสุขภาพ ฟังดูเข้าใจง่ายแต่อะไรคืออาหารสุขภาพ อาหารกลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเลแทบทุกประเภท กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ยกเว้น ปลา ที่มีประโยชน์สูงมีไขมันโอเมก้า -3 และที่ควรหลีกเลี่ยงมากกว่าอาหารไขมันสูงคือกลุ่มอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารที่ผ่านการทอด อาหารที่ผ่านการดัดแปลงทางอุตสาหกรรม เช่น ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่
แต่การลดโคเลสเตอรอลด้วยการอดอาหารหรือเลี่ยงอาหารไขมันสูงไม่เพียงพอ การให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหาร จะมีผลต่อการลดระดับโคเลสเตอรอลต่าง ๆ ดีขึ้น เช่น ปลาทะเล ผักสดที่มีเส้นใย
จากการศึกษาจากมหาวิทยาลัย John Hopkins กล่าวว่า อาหารจะมีผลต่อระดับโคเลสเตอรอลของแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนก็มีผลที่ดีมาก ซึ่งการเลือกอาหารทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์ลดลงได้ และช่วยเพิ่มระดับของไขมันตัวดี HDL แต่มักไม่มีผลมากนักต่อการลดลงของไขมันตัวร้ายที่ชื่อว่า LDL(ซึ่งอันตรายมาก ๆ ต่อหลอดเลือดหัวใจของเรา)
2.ออกกำลังกายควบคุมโคเลสเตอรอล การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษที่สุดต่อร่างกายของเรา การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้อย่างดี พร้อมทั้งมีผลต่อทำให้ไขมันแอลดีแอลลดลงด้วย และที่สำคัญมาก ๆ คือทำให้ไขมันเอชดีแอลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งไขมันตัวนี้คอยเก็บกวาดขยะไขมันตัวร้ายให้ออกไปจากหลอดเลือดร่างกายเรา คุณหมอโรคหัวใจ Roger Blumenthal ให้การสนับสนุนอย่างมากต่อการออกกำลังกายซึ่งนอกจากจะทำให้เราควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้ว หัวใจที่ได้ออกกำลังกายเสมอก็จะแข็งแรงมากขึ้น สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด
3.ลดน้ำหนัก ลดโคเลสเตอรอล ความอ้วนฟังแล้วแสลงหู ดูแล้วไม่สบายตา และมีผลอย่างมากต่อระดับไขมันโคเลสเตอรอล สมการที่ชัดเจนลงตัวคือ การลดน้ำหนักทำให้โคเลสเตอรอลลดลง ลดระดับ LDL และลดไตรกลลีเซอร์ไรด์แต่มีข้อดีคือกลับเพิ่มระดับของไขมันตัวดี HDL
สำหรับเราบางคนการควบคุมระดับไขมันโคเลสเตอรอลด้วยการลดประเภทของอาหารที่ชอบ อาทิปราศจากไขมันอิ่มตัว กลุ่มของทอดทุกประเภท ครีมจากขนมเค้ก ขนมปังแล้ว แล้วต้องมาพะวงกับการลดน้ำหนักอีก ช่างเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บอกให้ทำทีละขั้นทีละตอน ขั้นตอนแรกให้โฟกัสไปที่การลดและงดของที่มาจากไขมันอิ่มตัวเสียก่อน(ก็คือบรรดาไก่ทอด กล้วยทอด ปาท่องโก๋ ฯลฯ) และกลุ่มอาหารโคเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ขั้นตอนถัดมาค่อยหันมาเพ่งพิจารณาเกี่ยวกับปริมาณแคลอรี่ที่จะใส่เข้าไป และพร้อมกันนั้นเราก็เพิ่มเติมการออกกำลังกายควบคู่กันไป เพียงเท่านี้เราก็จะได้หุ่นสวยที่ปรารถนาและสุขภาพดี ไม่มีไขมันสูง
4.กินยาลดไขมัน เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับผู้ที่ทำทั้งสามขั้นตอนเบื้องต้นแล้วไม่ได้ผล หรือผู้ที่มีไขมันรวมสูงมากเกินไป การใช้ยาจะทำให้รักษาและป้องกันได้ก่อนที่จะมีปัญหาใหญ่โตตามมาบางคนมีหลายโรคมาชุมนุมกันเป็นวงดนตรีวงใหญ่ เช่น ความดันสูง ไขมันสูง เบาหวาน อาการแบบนี้ต้องใช้ยารักษาแต่ก็ยิ่งต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเร่งด่วนไปพร้อม ๆ กัน
การเลือกใช้ยาย่อมมีปัญหาผลข้างเคียงบ้าง ก็ควรปรึกษาคุณหมอให้ละเอียด แต่ถ้าท่านเป็นคนไม่ชอบใช้ยา และไขมันไม่สูงมากเกินไป การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่นจากเดิมกินไม่ยั้งมาเป็นหยุดคิดก่อนกิน หรือร้อยวันพันปีไม่เคยรู้จักการออกกำลังกายได้แต่ผัดวันประกันพรุ่งก็ต้องเริ่มได้แล้ว
อย่ามีชีวิตที่ยืนยาวด้วยคุณภาพที่ด้อยกว่าในปัจจุบัน ร่างกายเราชีวิตเรา เราต้องดูแลให้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ผักที่ใช้ลดความอ้วนในแพทย์แผนจีน
ฟักเขียว
ฟักเขียวไม่มีไขมัน แถมมีเกลือโซเดียม ช่วยขับปัสสาวะ และขจัดความชื้นในร่างกาย คนอ้วนส่วนใหญ่จะมีส่วนที่เป็นน้ำอยู่ในร่างกายค่อนข้างมาก กล้ามเนื้อจึงเผละไม่ค่อยกระชับ ชาวบ้าน(คนจีน)จึงมักเอาฟักมาทำแกงจืด ซึ่งสามารถลดความอ้วนได้ดี หน้าหนาวให้ใช้เปลือกฟักเขียวแห้ง 30 กรัมมาต้ม แล้วดื่มแต่น้ำ สามารถลดความอ้วนได้
แตงกวา
ในแตงกวามีกรดทาร์ทรอนิก (Tartronic Acid) สามารถยับยั้งการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นไขมันได้ คนอ้วนจึงมักรับประทานแตงกวาเพื่อลดความอ้วน นอกจากนี้ในแตงกวายังมีเส้นใยละเอียดค่อนข้างมาก สามารถกระตุ้นการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้มากขึ้น และยังสามารถลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
มันฝรั่ง
มันฝรั่ง ไขมันในมันฝรั่งมีแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัจจุบันเป็นอาหารที่สามารถประทังความหิวที่ไขมันต่ำที่สุด ความอ้วนเกิดจากการที่มีไขมันมากเกินไป ดังนั้น การรับประทานมันฝรั่งทุกวันสามารถลดการรับประทานไขมันได้ ทำให้ไขมันส่วนเกินถูกใช้ไป จึงลดความอ้วนได้
หัวผักกาด
หัวผักกาดมีน้ำมันมัสตาร์ดซึ่งเป็นส่วนที่เผ็ดร้อน มีฤทธิ์กระตุ้นเมตาโบลิซึมของอาหารไขมันให้ทำงานดีขึ้น จะได้ไม่มีไขมันสะสมใต้ผิวหนัง
กุ้ยช่าย
ในกุ้ยช่ายมีเส้นใยค่อนข้างมาก จึงย่อยยาก แต่สามารถกระตุ้นการบีบรัดของลำไส้ มีฤทธิ์ขับอุจจาระ และยังสามารถขับสารอาหารที่มีมากเกินไปในลำไส้ได้ด้วย
พริกไทย
พริกไทยมีความเผ็ดร้อนมาก สามารถกระตุ้นเมตาโบลิซึมของไขมัน ทั้งยังสามารถละลายไขมัน เป็นการยับยั้งการสะสมไขมันในร่างกาย
ถั่วงอก
ในถั่วงอกมีน้ำอยู่มาก หากรับประทานเข้าไปแล้วจะให้ปริมาณความร้อนเพียงเล็กน้อย และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้
ใบชา
ใบชาแก้เลี่ยนได้ และลดไขมันได้ด้วย โดยเฉพาะน้ำชาแก่ๆ ยิ่งเห็นผล เหตุนี้ชาจีนผู่เอ๋อร์และชาอู๋หลง ของมณฑลฮกเกี้ยน จึงเป็นที่นิยมในต่างประเทศมาก เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หากคนอ้วนดื่มชาผู่เอ๋อร์ วันละ 3 แก้ว หลังดื่มได้ 1 เดือน ไขมันในเส้นเลือดจะลดลง และน้ำหนักตัวก็จะลดลงด้วย
ลูกบ๊วย
เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่มีกรด Organic และกรด Inorganic อยู่มาก และการมีกรดซิตริกอยู่มากทำให้เป็นผลดีในขบวนการเมตาโบลิซึมของหลังงานและความร้อน
น้ำส้มสายชู (Apple Cider Vinegar)
คนอ้วนทั้งชายหญิงในสหรัฐอเมริกาและยุโรปบางประเทศ นิยมลดความอ้วนโดยการรับประทานน้ำส้มสายชู เพราะในน้ำส้มสายชู มีกรดอะมีโนหลายชนิด สามารถขจัดไขมันในร่างกาย ทั้งยังกระตุ้นการทำงานของเมตาโบลิซึมของน้ำตาลและโปรตีน การรับประทานวันละ 10-15 มิลลิกรัม สามารถลดน้ำหนักได้ 2-4 กิโลกรัมภายใน 1 เดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก : แม่หยี่หวา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=yiwha-healthclub&month=10-11-2012&group=5&gblog=6
มาลดน้ำหนักด้วยกล้วยมื้อเช้ากันเถอะ

หลายคนสงสัยว่า กล้วยช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้อย่างไร คุณเชื่อหรือไม่ว่ากล้วยสามารถช่วยลดน้ำหนัก
ลดความอ้วนได้จริง มีผู้คนมากมายทั่วโลกที่ใช้วิธีการลดน้ำหนักด้วยการทานกล้วยในมื้อเช้า หลายคนเคยไดเอ็ท อดอาหาร ตามสูตรควบคุมน้ำหนักต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความอดทน อีกทั้งบางครั้งยังสร้างความเครียดให้เราอีกด้วย พยายามไดเอ็ทหลายวิธีก็ไม่ผอมลงสักที
งั้นลองหยิบ “กล้วย” ใบน้อย มาเติมพลังให้เช้าวันใหม่ สำหรับการไดเอ็ทด้วยการทานกล้วยในมื้อเช้านี้ เป็นวิธีที่แสนง่าย แต่ได้ผล อยากให้ทุกท่านลองนำไปปฏิบัติกัน
กินกล้วยแล้วได้อะไร?
สารอาหารที่ได้จากกล้วยได้แก่
1. วิตามินบี1 และบี 2 เร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า
2. เกลือแร่ เช่น โปรแตสเซียม ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ และแมกนีเซียม ช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม
3. มีเส้นใยอาหาร (fiber) บรรเทาอาการท้องผูกได้ดี
4. กล้วยยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง เพราะแป้งในกล้วยดิบจะช่วยดีท็อกซ์ ส่วนกล้วยสุกช่วยเสริมภูมิต้านทานป้องกันหวัดได้ดี
5. สารโพลีฟินอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ชะลอความแก่
6. สารยูจินอล ซึ่งเป็นไฟโตเคมีคัล ที่ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย
7. เซโรโทนิน ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง
8. ในเนื้อกล้วยเองมีเอ็นไซม์ช่วยย่อย ก็จะทำให้การย่อยเป็นไปอย่างราบรื่น
9. น้ำตาลในกล้วย ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และส่งผลให้ความถี่และปริมาณการบริโภคน้ำตาลในระหว่างวันลดลงไปโดยปริยาย
10. มีผลวิจัยว่ากล้วยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จัดการมะเร็งได้ด้วย
ลดน้ำหนักด้วยกล้วยมื้อเช้า
วิธีปฏิบัติ
1. เริ่มจากกินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า จะกี่ลูกก็ได้ตามต้องการ เคี้ยวให้ละเอียด หลังจากกินเสร็จแล้วยังหิวอยู่ ให้เว้นระยะเวลา 15-30 นาที จึงรับประทานอย่างอื่น เช่น ข้าว เป็นต้น ถ้าวันไหนเบื่อกล้วย หรือไม่ชอบกล้วยหอมจริงๆ จะเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น แต่ขอให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของกระเพาะของเราไม่ให้เหนื่อยเกินไปที่จะผลิตน้ำย่อยกรดด่างต่างกัน
2. เครื่องดื่มที่ดื่มควบคู่กับกล้วยหอมตอนเช้าคือน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง และดื่มบ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณ
3. ส่วนมื้อกลางวัน จะกินอะไรก็ได้ แต่ต้องเคี้ยวให้ละเอียด กินให้พอเหมาะและไม่อึดอัดท้องจนเกินไป
4. พอถึงบ่ายสามก็กินของว่างได้บ้าง โดยเฉพาะของว่างประเภทข้าว ช็อกโกแลต หรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
5. กินอาหารเย็นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเวลาเหมาะสมจะอยู่ที่ 6 โมงเย็นแต่ไม่เกิน 2 ทุ่ม และพยายามกินให้เร็วขึ้นจากปัจจุบันสักครึ่งชั่วโมง รวมทั้งไม่รับประทานของหวานหลังอาหารเย็นด้วย ซึ่งการกินข้าวเย็นแต่เร็ววัน ถึงแม้จะกินเยอะก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
6. นอนหลับให้ไวขึ้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องนอนก่อนเที่ยงคืนให้ได้ พยายามนอนก่อนเที่ยงคืนให้เป็นนิสัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายขณะหลับ กำจัดความเหนื่อยล้าซึ่งจะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพผอมได้ง่าย
7. ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมจนเกินไป ทำให้พอเหมาะ เพื่อร่างกายสดชื่น การออกกำลังกายอย่าหักโหมจนรู้สึกทรมาน การไดเอ็ทจะไม่ได้ผล
8.จดบันทึกไดเอ็ทไดอารี่ให้เป็นนิสัย และเปิดเผยให้คนอื่นอ่านด้วย เป็นบ่อเกิดแห่งกำลังใจอย่างหนึ่ง
กินกล้วยหอม 2-4 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตามจนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า ที่มาที่ไปของสูตรลดความอ้วนด้วยกล้วยนั้น มาจากเภสัชกรนางหนึ่ง
ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหารให้กับสามีที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ผลจากสูตรนี้ทำให้ลดน้ำหนักลงได้ถึง 16.6 กิโลกรัม เธอจึงแนะนำสูตรนี้ลงบน MIXI ชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งภายในเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา พบว่า สมาชิกชุมชนประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักถึง 300 คนแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ และมียอดขายถล่มทลายขายเกิน 1 ล้านเล่มในญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการแปลในหลายภาษา
ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “Asa Banana Diet” โดย “ฮามาจิ” , http://www.asabanana.net
กินอะไรคู่กัน “เสริม” VS “เสื่อม” ที่สาวอยากสวยรวยสุขภาพต้องรู้
อยากได้ประโยชน์จากวิตามินซีสดๆ ควรกินผลไม้ชนิดไหน
ชอบข้าวขาหมูจังเลย ต้องกินอะไรคู่เคียง ถึงช่วยลดคอเลสเตอรอล
ท้องอืดอึดอัดเป็นประจำ สามารถกินอะไรช่วยขับลมแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
ฯลฯ
คุณชรีพรรรณ์ เทียมรัตน์ หรือหมอนัท เจ้าของร้านอริยะ ออร์แกนิค คาเฟ่ (Ariya Organic Cafe) มาตอบ พร้อมแถมเกร็ดความรู้คู่การกินเพื่อสุขภาพและความงามเพียบค่ะ
จิบน้ำมะนาวอย่างไรให้ได้วิตามินซีเต็มที่
“หากเราอยากได้วิตามินซีโดยไม่ทานวิตามิน ควรน้ำมะนาวดื่มวันละ 2 ลูกตอนเช้าแล้วตามด้วยน้ำดื่ม 1 แก้ว ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แก้หวัด ช่วยให้ระบายได้ดีเพราะจะไปกระตุ้นลำไส้
ดื่มน้ำมะนาวเพียวๆ ไปเลยในตอนเช้า แต่ถ้าเป็นโรคกระเพาะทานเพียวๆไม่ได้ต้องผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้ว
สำหรับคุณผู้หญิงคีบมะนาวกินก่อนนอนทุกวัน เป็นยาอายุวัฒนะได้”
ห้ามชงน้ำผึ้งในน้ำร้อน
“จำไว้ว่า น้ำผึ้งบวกน้ำร้อน เป็นพิษ แต่ถ้าน้ำผึ้ง มะนาว เกลือนิดหน่อย บวกน้ำอุ่นกลาง ถึงอุ่นเย็น เป็นคุณ ไม่ได้เป็นโทษ
จากนี้อย่าไปละลายน้ำผึ้งกับน้ำร้อน เพราะเป็นพิษ
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ฝานมะนาว 3 ชิ้น ทานกับน้ำผึ้งอุ่นๆ”
อย่าแช่ชานานเกิน 5 นาที
“น้ำชาก็เป็นพิษเช่นกัน หากใครจะดื่มน้ำชาต้องแช่ชาไม่เกิน 5 นาที หากเกินเวลาแล้วเป็นพิษ เกิน 5 นาที ไม่ได้บอกให้เอาทิ้งนะคะ ดื่มถ้วยต่อไปก็ค่อยแช่ใหม่ แช่ 5 นาทีเอาขึ้น อย่าไปแช่ไว้ตลอดเวลา จะเป็นพิษทันที
ส่วนชาเขียวเป็นขวดในปัจจุบันนี้ที่นิยมขายกันทั่วไปตามท้องตลาดนั้น คิดง่ายๆ ก็เพียงเอาน้ำตาลผสมน้ำชาแช่ในตู้เย็น แม้จะหวานชื่นใจยามเหนื่อยแต่ไม่มีประโยชน์ สู้ทานผลไม้ที่ให้น้ำตาลเชิงเดี่ยว เช่น แอ๊ปเปิ้ล จะดีกว่า”
น้ำกะเพราแก้ท้องอืด
“หากใครมีอาการท้องอืด ใส่น้ำในหม้อประมาณ 5 แก้ว ต้มน้ำให้เดือดก่อนใส่กะเพรา 1 กำมือให้น้ำท่วมกะเพรา
เทแต่น้ำแล้วดื่มได้ทั้งวัน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ดื่มหลังรับประทานอาหาร ไม่ต้องไปทานยาธาตุ กะเพรานี่แหล่ะเป็นยาที่ดี”
น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มฮอร์โมนผู้หญิง
“ส่วนน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่ดีที่สุด มีฤทธิ์เย็นไม่เหมาะกับคนมีประจำเดือน ระหว่างมีประจำเดือนอย่าทาน จะทำให้เลือดเป็นลิ่ม เป็นก้อน สีดำ
ทุกคนต้องทานน้ำมะพร้าว อายุ 35 ปี เป็นวัยทองแล้วนะ ดื่มน้ำมะพร้าวด่วน เพิ่มฮอร์โมน เพราะเมื่อเป็นวัยทองความร้อนจะสูง สังเกต ฝ้า กระ จะโผล่ จึงต้องดื่มน้ำมะพร้าวดับความร้อน”
กินกระเทียมเคียงข้าวขาหมู ช่วยละลายไขมัน
“ในข้าวขาหมูเค้าจะมีเครื่องเคียงให้ทาน เช่น ผักดอง น้ำส้ม กระเทียม พริก ทำไมต้องมีกระเทียม เพราะว่าประโยชน์ของกระเทียมคือกินแล้วขยายหลอดเลือด เพราะขาหมูทำให้เกิดการอุดตันของไขมัน จึงมีกระเทียมเป็นเครื่องเคียง
และหากเราดื่มน้ำเย็นที่ใส่น้ำเเข็งเข้าไปอีก ข้างในร่างกายเราจะเป็นไข แล้วอยู่ในหลอดเลือด ความดันก็จะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นเวลาทานของมันควรทานน้ำอุ่น น้ำชา หรือน้ำในอุณหภูมิปกติ”
ข้าวมันไก่อย่าลืมขิง ช่วยขับลม
“ส่วนข้าวมันไก่ ก็จะมีขิง เพื่อช่วยขับลม
เพราะข้าวมันไก่มีมัน เวลาทานเข้าไปจะยิ่งอัดกระเพาะ ทานขิงเข้าไปจะช่วยขับลมออกมาได้ดี
ดังนั้นเวลากินข้าวมันไก่ควรทานขิงด้วย”
พริกต้องห้ามหน้าหนาว
“ในช่วงหน้าหนาว ไม่ควรทานพริกขี้หนูเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากอากาศหนาวเราอาจจะคิดว่าทานพริกไปจะทำให้ร่างกายร้อน เหงื่อออก
แต่ในความจริง เวลาเหงื่อเราออกตัวเราจะเย็น ด้วยกลไกของร่างกาย จึงทำให้ยิ่งหนาวมากขึ้น หนาวกว่าเดิมอีกต่างหาก
แต่พริกกะเหรี่ยง จะเป็นพริกร้อนสุขุมจะทานเข้าไปทำให้ร่างกายอบอุ่น”
วันหยุด เสริมสุขภาพด้วยผลไม้และน้ำ
“แนะนำว่าใน 1 วันหยุดของคุณ ลองซื้อแก้วมังกร มะละกอ แอ๊ปเปิ้ล และตั้งน้ำเปล่า 4 ขวดใหญ่ไว้ หรือวิธีคิดง่ายๆ ว่าเราควรจะดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ให้เอาน้ำหนักตัวลบ 15 คือ น้ำที่คุณต้องดื่มเข้าไป เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ลบ 15 เหลือ 3.5 ลิตร ที่คุณต้องตื่นขึ้นมาจนถึงเข้านอนที่คุณต้องเฉลี่ยรับประทาน เพราะน้ำสำคัญมากในชีวิต
เราควรทานน้ำอุ่นกลาง เพราะอุณหภูมิในร่างกายของคนเรา อยู่ที่อุณหภูมิ 36-37 องศา น้ำที่ดีที่สุดรับกับน้ำได้ดีที่สุดคือ น้ำอุ่นกลาง”
ขอบคุณข้อมูลจาก :: Lady Manager @ ASTVผู้จัดการออนไลน์
3 วิตามินยอดฮิตในรูปแบบเม็ด กินมากไปมีแต่ผลเสีย!?
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ถือเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรง ปัจจุบันวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมทั้งหลาย จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่อะไรที่ได้มากเกินไป แทนที่จะส่งผลดี ก็กลับส่งผลเสียทำคุณป่วยได้ง่ายๆ
มาดูกันค่ะว่าวิตามิน (Vitamin) ยอดฮิต ที่คุณๆ นิยมซื้อหามารับประทานกันน่ะ หากได้รับมากเกินไป จะส่งผลเสียอย่างไรได้บ้าง
วิตามินอี
สาวเราหลายคนนิยมทานวิตามินอี (Vitamin E) กันนัก เพราะขึ้นชื่อในเรื่องช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง แถมคุณหนุ่มๆ ก็ยังเคยปลื้มกันนัก เนื่องจากเคยมีงานวิจัยจากประเทศฟินแลนด์ระบุว่า การรับประทานวิตามินอีเป็นอาหารเสริมทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
ทว่าต่อมาในปีคศ.2001 สถาบันมะเร็งแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง และพบข้อเท็จจริงว่า การรับประทานวิตามินอีในระยะยาวอาจส่งผลเสีย ผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานวิตามินอีทุกวันติดต่อกันมานาน 5 ปี กลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นถึงร้อยละ17
ทั้งนี้วิตามินอีมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พบมากในอาหารเช่น บรอกโคลี, ข้าวสาลี, เมล็ดทานตะวัน, ถั่ว, ธัญพืช ฯลฯ ซึ่งการได้รับวิตามินอีมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ตาพร่ามัว, แน่นท้อง, ท้องร่วง และถ้าร่างกายมีวิตามินอีสูงมาก ก็อาจขัดขวางการดูดซึมวิตามินเออีกด้วย
ดร. Eric Klein แห่งสถานพยาบาลคลีฟแลนด์ระบุว่า “คนมักคิดว่า วิตามินเป็นของที่ไม่อันตราย แม้กินมากก็ไม่ได้ส่งผลเสีย แต่ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หากเรารับประทานอาหารครบ 5 หมู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว การกินวิตามินเสริมก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซ้ำร้ายยิ่งกินมาก ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้”
วิตามินเอ
วิตามินเอ (Vitamin A) ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา ทั้งยังมีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนี้เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบในพืช (และจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย) ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย
ทว่าการได้รับเบต้าแคโรทีนมากเกินควร กลับส่งผลตรงข้าม เพราะจากการศึกษาใช้เบต้าแคโรทีน เพื่อป้องกันโรคมะเร็งปอด โดยให้ตำรวจจราจรในหลายประเทศ รับประทานเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดเป็นอาหารเสริม ผลการวิจัยพบว่า แทนที่จะเป็นการลด แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดให้มากขึ้น
ทั้งนี้เพราะสารเบต้าแคโรทีนคือ สารต้านอนุมูลอิสระ (Ani-Oxdant) ที่เมื่อร่างกายได้รับมากเกินความต้องการจะหันไปทำหน้าที่ตรงกันข้าม นั่นคือ กลายเป็น “Pro Oxidant” หรือสารที่ส่งเสริมให้เกิดอนุมูลอิสระ (ตามเหตุผลทางชีวเคมี)
Gerard Mullin ผู้อำนวยการ ด้านโภชนาการอาหารแบบบูรณาการ ยังระบุด้วยว่า การได้รับวิตามินเอมากเกินไป เช่น กินวิตามินเอที่เป็นอาหารเสริมชนิดเม็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรับประทานวิตามินเอชนิดเม็ด ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) จะมีส่วนทำให้เกิดพังผืดในตับได้
“คนจำนวนมากไม่ทราบว่าการได้รับวิตามินเอมากเกินไปสามารถเกิดอันตรายได้”
แต่คุณๆ คงไม่ต้องกังวลถึงขั้นเลิกทานอาหารที่เปี่ยมเบต้าแคโรทีนหรอกนะคะ เพราะการได้รับเบต้าแคโรทีนในรูปแบบของอาหารธรรมชาติ เช่น ได้จากแครอท, ฟักทอง, ตำลึง หรือมะละกอสุก นั้นเป็นไปได้ยากที่ร่างกายจะได้รับเบต้าแคโรทีนมากเกินควร (เพราะต้องทานในปริมาณมากจริงๆ ซึ่งคุณคงอิ่มเสียก่อน) แต่การได้รับเบต้าแคโรทีนจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี่สิ น่าเป็นห่วง เพราะแค่เม็ดเดียวก็มีเบต้าแคโรทีนเพียบแล้ว
วิตามินซี
วิตามินซี (Vitamin C) มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย, ป้องกันอนุมูลอิสระ, ต่อต้านโรคหัวใจ, ช่วยให้สุขภาพเหงือกแข็งแรง ทั้งยังโด่งดังเรื่องบรรเทาอาการหวัด โดยการศึกษาเมื่อปีคศ. 1995 พบว่า หากรับประทานวิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น 21% (แต่ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้นะคะ)
วิตามินซีมีข้อดีคือ สามารถละลายน้ำได้ นั่นหมายความว่า หากคุณรับประทานวิตามินซีมากเกินไป ร่างกายของคุณก็จะขับวิตามินซี ที่เป็นส่วนเกินออกมาได้ โดยไม่เป็นอันตราย
แต่อย่างไรก็ตาม Gerard Mullin บอกว่า “การได้รับปริมาณวิตามินซีมากเกินไป..มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้”
นอกจากนี้หากรับประทานวิตามินซีมากเกิน 1,000 มิลลิกรัม ยังอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย และหากทานตอนท้องว่างก็อาจเกิดการระคายเคืองในทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรดของวิตามินซี ทั้งยังอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ได้ด้วย
ด้าน Dee Sandquist นักโภชนาการ และโฆษกสมาคมนักโภชนาการ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวสรุปถึงเรื่องการรับประทานวิตามินว่า การรับประทานวิตามินโดยเฉพาะที่เป็นอาหารเสริมมากเกินไป มีแนวโน้มที่ร่างกายจะเสียสมดุล จนอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ หรือ ท้องร่วง ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับประทานอย่างมีสติ เลือกที่จะทานวิตามินจากอาหารสดที่มาจากธรรมชาติ
“หากคุณรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมครบ 5 หมู่ อย่างสม่ำเสมอแล้ว คุณก็ไม่ต้องกังวลที่จะหาวิตามินเสริมมารับประทานแล้ว เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ คุณค่อยหามารับประทาน”
เรียบเรียงจากยาฮูเฮลธ์
ขอบคุณข้อมูลจาก :: ASTVผู้จัดการออนไลน์ , http://www.celeb-online.net
มาดูจำนวนแคลอรี่ของผลไม้กันเถอะ
ผลไม้จำนวนแคลอรี่ต่อ 1 ผล คือ
-
ทุเรียน 1 เม็ด 80 แคลอรี่
-
น้อยหน่า 1 ผล 80 แคลอรี่
-
มะม่วงสุก 1 ผล 80 แคลอรี่
-
กล้วยหอม 1 ผล 80 แคลอรี่
-
ละมุด 42 แคลอรี่
-
แอปเปิ้ล 1 ผล 40 แคลอรี่
-
กล้วยไข่ 1 ผล 40 แคลอรี่
-
กล้วยน้ำว้า 1 ผล 40 แคลอรี่
-
สับปะรด 1 ชิ้น 40 แคลอรี่
-
องุ่น 10 ผล 40 แคลอรี่
-
แตงโม 1 ชิ้น 40 แคลอรี่
-
เงาะ 1 ผล 15 แคลอรี่
-
มังคุด 1 ผล 15 แคลอรี่
-
ลิ้นจี่ 1 ผล 13 แคลอรี่
-
พุทรา 1 ผล 13 แคลอรี่
-
ลำไย ลูกละ 9 แคลอรี่
-
สละ (หวาน) 3 ผล 30 แคลอรี่
อย่าลืมนะคะว่าผลไม้บางครั้งยิ่งหวานยิ่งแคลอรี่สูงแม้จะเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติก็ตาม เช็คตารางกิโลแคลอรี่ก่อนทานด้วยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก :: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=blossoms&month=15-08-2010&group=5&gblog=4
มาดูจำนวนแคลอรี่ของอาหารกันเถอะ
-
ข้าวสวย(ข้าวขาว) 3 ทัพพี 240 kcal
-
ข้าวสวย(ข้าวกล้อง) 3 ทัพพี 240 kcal
-
ข้าวต้ม(ข้าวขาว) 1 ถ้วย 120 kcal
-
ข้าวต้ม(ข้าวกล้อง) 1 ถ้วย 120 kcal
-
ข้าวเหนียวนึ่ง 1/2 ทัพพี 80 kcal
-
ขนมจีน 2 ทัพพี 160 kcal
-
กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย 3 ตัวกลาง 259 kcal
-
กุ้งนางนึ่งนมสด 1 ถ้วย 185 kcal
-
กุ้งผัดพริกอ่อน 1 จาน 235 kcal
-
กุ้งอบวุ้นเส้น 1 จาน 300 kcal
-
กุนเชียงทอด 1 คู่เล็ก 240 kcal
-
แกงกะหรี่ไก่ 1 ถ้วย 450 kcal
-
แกงกะหรี่หมู 1 ถ้วย 325 kcal
-
แกงขี้เหล็ก 1 ถ้วย 195 kcal
-
แกงขี้เหล็กหมูย่าง 1 ถ้วย 245 kcal
-
แกงเขียวหวานไก่ 1 ถ้วย 240 kcal
-
แกงเขียวหวานปลาดุก 1 ถ้วย 235 kcal
-
แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย 1 ถ้วย 240 kcal
-
แกงเขียวหวานหมู 1 ถ้วย 235 kcal
-
แกงจืดไข่เจียว 1 ถ้วย 120 kcal
-
แกงจืดตำลึงหมูสับ 1 ถ้วย 90 kcal
-
แกงจืดเต้าหู้ยัดไส้ 1 ถ้วย 110 kcal
-
แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 1 ถ้วย 80 kcal
-
แกงจืดถั่วงอกหมูสับ 1 ถ้วย 50 kcal
-
แกงจืดฟักยัดไส้ 1 ถ้วย 90 kcal
-
แกงจืดมะระยัดไส้ 1 ถ้วย 90 kcal
-
แกงจืดวุ้นเส้น 1 ถ้วย 115 kcal
-
แกงไตปลา 1 ถ้วย 50 kcal
-
แกงป่าไก่ 1 ถ้วย 130 kcal
-
แกงเผ็ดไก่ใส่มะเขือ 1 ถ้วย 235 kcal
-
แกงเผ็ดไก่ใส่หน่อไม้ 1 ถ้วย 245 kcal
-
แกงเผ็ดเป็ดย่าง 1 ถ้วย 240 kcal
-
แกงเผ็ดฟักทอง ใส่หมู 1 ถ้วย 250 kcal
-
แกงเผ็ดลูกชิ้นปลา 1 ถ้วย 240 kcal
-
แกงเผ็ดหมูยอดมะพร้าว 1 ถ้วย 245 kcal
-
แกงมัสมั่นไก่ 1 ถ้วย 325 kcal
-
แกงเลียง 1 ชาม 115 kcal
-
แกงส้มชะอมชุบไข่ทอดกับกุ้ง 1 ถ้วย 270 kcal
-
แกงส้มดอกแคกับกุ้ง 1 ถ้วย 105 kcal
-
แกงส้มปลาแปะซะ 1 ถ้วย 160 kcal
-
แกงส้มผักกะเฉด-ปลา 1 ชาม 110 kcal
-
แกงส้มผักบุ้ง ปลาช่อน 1 ถ้วย 105 kcal
-
แกงส้มผักรวม 1 ถ้วย 120 kcal
-
แกงส้มผักรวมกุ้ง 1 ถ้วย 105 kcal
-
แกงหมูเทโพ 1 ถ้วย 300 kcal
-
แกงเหลืองมะละกอกับกุ้ง 1 ถ้วย 80 kcal
-
แกงเหลืองหน่อไม้ดองกับปลา 1 ถ้วย 80 kcal
-
ไก่ตุ๋นมะนาวดอง 1 ถ้วย 110 kcal
-
ไก่ทอด 1 น่อง 345 kcal
-
ไก่ผัดขิง 1 จาน 210 kcal
-
ไก่ย่าง 1 น่อง 165 kcal
-
ไข่เค็ม 1 ฟอง 75 kcal
-
ไข่เจียว 1 ฟอง 250 kcal
-
ไข่เจียวหมูสับ 1 จาน 200 kcal
-
ไข่ดาว 1 ฟอง 165 kcal
-
ไข่ดาวทรงเครื่อง 1 จาน 250 kcal
-
ไข่ต้ม น้ำปลามะนาว 1 ฟอง 75 kcal
-
ไข่ตุ๋น 1 ฟอง 75 kcal
-
ไข่พะโล้ 1 ถ้วย 180 kcal
-
ไข่ยัดไส้ 1 จาน 310 kcal
-
ไข่ลวก 1 ฟอง 75 kcal
-
ไข่ลูกเขย 1 ฟอง 205 kcal
-
คอหมูย่าง 1 จาน 200 kcal
-
คะน้าหมูกรอบ 1 จาน 420 kcal
-
เครื่องในไก่ผัดขิง 1 จาน 200 kcal
-
แคบหมู มีมัน 5 ชิ้นเล็ก 65 kcal
-
แคบหมูไร้มัน 5 ชิ้นเล็ก 50 kcal
-
แจ่วบอง 1 ถ้วย 25 kcal
-
ซุปหน่อไม้ 1 จาน 40 kcal
-
ต้มกะทิสายบัว ปลาทูนึ่ง 1 ถ้วย 225 kcal
-
ต้มข่าไก่ 1 ถ้วย 210 kcal
-
ต้มโคล้งไก่ย่าง 1 ถ้วย 115 kcal
-
ต้มโคล้งปลากรอบ 1 ถ้วย 60 kcal
-
ต้มจับฉ่าย 1 ถ้วย 180 kcal
-
ต้มตือฮวน 1 ถ้วย 160 kcal
-
ต้มผักกาดดอง ซี่โครงหมู 1 ถ้วย 90 kcal
-
ต้มยำกุ้ง 1 ถ้วย 65 kcal
-
ต้มยำไก่-ใส่เห็ด 1 ถ้วย 80 kcal
-
ต้มยำปลากระป๋อง 1 ถ้วย 55 kcal
-
ต้มยำปลากระพง 1 ถ้วย 80 kcal
-
ต้มยำเห็ดสด 1 ถ้วย 30 kcal
-
ต้มส้มปลาทู 1 ถ้วย 130 kcal
-
ต้มหัวผักกาดขาว ซี่โครงหมู 1 ถ้วย 90 kcal
-
ตับไก่ปิ้ง 1 ไม้ 60 kcal
-
ทอดมันกุ้ง 1 จาน 255 kcal
-
ทอดมันปลากราย 1 ชิ้น 230 kcal
-
เทมปุระ 3 ชิ้น 250 kcal
-
น้ำพริกกะปิผักสด 2 ช้อนโต๊ะ 55 kcal
-
น้ำพริกปลาป่น 1 ถ้วย 35 kcal
-
น้ำพริกมะขามเปียก 1 ถ้วย 55 kcal
-
น้ำพริกมะขามสด 1 ถ้วย 210 kcal
-
น้ำพริกมะม่วง 1 ถ้วย 100 kcal
-
น้ำพริกลงเรือ 1 ถ้วย 195 kcal
-
น้ำพริกหนุ่ม 2 ช้อนโต๊ะ 35 kcal
-
น้ำพริกอ่อง 2 ช้อนโต๊ะ 160 kcal
-
เนื้อเค็มทอด 3×5 นิ้ว 280 kcal
-
เนื้อน้ำตก 1 จาน 165 kcal
-
ปลากระพงนึ่งมะนาว 1 ชิ้นกลาง 155 kcal
-
ปลาช่อนอบเกลือ 1 ตัว 220 kcal
-
ปลาซาบะย่าง 1 ตัว 220 kcal
-
ปลาดุกย่าง น้ำปลามะนาว 1 ตัวเล็ก 165 kcal
-
ปลาทอดสามรส 1 ตัวกลาง 470 kcal
-
ปลาทูทอด 1 ตัวกลาง 280 kcal
-
ปลาราดพริก 1 จาน 300 kcal
-
ปลาร้าทรงเครื่อง 1 ถ้วย 155 kcal
-
ปลาร้าสับ 1 ถ้วย 35 kcal
-
ปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบ 1 ช้อนโต๊ะ 80 kcal
-
ปลาสลิดทอด 1 ตัว 190 kcal
-
ปลาสำลีแดดเดียว ยำมะม่วง ครึ่งตัวเล็ก 415 kcal
-
ปลาหมึกนึ่งมะนาว 1 ตัว 75 kcal
-
ปลาหมึกผัดฉ่า 1 ถ้วย 260 kcal
-
ปลาอินทรีย์เค็มทอด 1 จาน 115 kcal
-
เป็ดตุ๋น มะนาวดอง 1 ถ้วย 110 kcal
-
เป็ดพะโล้ 1 ถ้วย 110 kcal
-
ผัดกะหล่ำปลี หมู กุ้ง 1 จาน 230 kcal
-
ผัดคะน้าปลาเค็ม 1 จาน 200 kcal
-
ผัดไชโป๊วใส่ไข่ 1 จาน 125 kcal
-
ผัดดอกกะหล่ำกับกุ้ง 1 จาน 210 kcal
-
ผัดดอกกุ่ยช่ายกับตับ 1 จาน 210 kcal
-
ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 1 จาน 155 kcal
-
ผัดถั่วลันเตากับกุ้ง 1 จาน 190 kcal
-
ผัดบร็อกโคลี่กับกุ้ง 1 จาน 210 kcal
-
ผัดบวบใส่ไข่ 1 จาน 210 kcal
-
ผัดเปรี้ยวหวานไก่ 1 จาน 215 kcal
-
ผัดผักกระเฉดน้ำมันหอย 1 จาน 185 kcal
-
ผัดผักกาดขาวหมู วุ้นเส้น 1 จาน 230 kca
-
ผัดผักกาดดองใส่ไข่ 1 จาน 205 kcal
-
ผัดผักบุ้งไฟแดง 1 จาน 210 kcal
-
ผัดผักรวมกับหมู 1 จาน 210 kcal
-
ผัดเผ็ดปลาดุก 1 ถ้วย 200 kcal
-
ผัดเผ็ดปลาทอดกรอบ 1 ถ้วย 290 kcal
-
ผัดเผ็ดหมูกับมะเขือ 1 จาน 250 kcal
-
ผัดพริกแกงหมูกับหน่อไม้ 1 ถ้วย 200 kcal
-
ผัดพริกขิงกุ้งกับถั่วฝักยาว 1 ถ้วย 245 kcal
-
ผัดพริกขิงหมูกับถั่วฝักยาว 1 จาน 265 kcal
-
ผัดฟักทองใส่ไข่ 1 จาน 255 kcal
-
ผัดมะเขือยาวหมูสับ 1 จาน 210 kcal
-
ผัดยอดมะระน้ำมันหอย 1 จาน 185 kcal
-
ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ 1 จาน 265 kcal
-
ผัดสะตอกับหมู กุ้ง 1 จาน 200 kcal
-
ผัดหน่อไม้กับไข่ 1 จาน 200 kcal
-
ผัดหน่อไม้ฝรั่งกับกุ้ง 1 จาน 230 kcal
-
พะแนงไก่ 1 ถ้วย 230 kcal
-
ฟักตุ๋นไก่มะนาวดอง 1 ถ้วย 125 kcal
-
ยำกุนเชียง 1 จาน 220 kcal
-
ยำไข่ต้ม 1 ฟอง 105 kcal
-
ยำถั่วพู 1 จาน 185 kcal
-
ยำเนื้อย่าง 1 จาน 165 kcal
-
ยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 จาน 215 kcal
-
ยำปลากระป๋อง 1 ถ้วย 55 kcal
-
ยำปลาดุกฟู 1 จาน 275 kcal
-
ยำผักกะเฉด 1 จาน 115 kcal
-
ยำผักบุ้งทอดกรอบ 1 จาน 310 kcal
-
ยำมะเขือยาว 1 จาน 115 kcal
-
ยำรวมมิตรทะเล 1 จาน 150 kcal
-
ยำวุ้นเส้น 1 จาน 120 kcal
-
ยำไส้กรอก 1 จาน 110 kcal
-
ยำหนังหมู 1 จาน 220 kcal
-
ยำหมูย่าง 1 จาน 165 kcal
-
ลาบไก่ 1 จาน 125 kcal
-
ลูกชิ้นทอด 6 ลูก 210 kcal
-
ส้มตำไทย 1 จาน 55 kcal
-
ส้มตำปู 1 จาน 35 kcal
-
สลัดผัก 1 จาน 240 kcal
-
ไส้อั่ว 4 ชิ้นพอคำ 240 kcal
-
หมูกรอบ 1 จาน 560 kcal
-
หมูทอดกระเทียมพริกไทย 3×5 นิ้ว 245 kcal
-
หมูน้ำตก 1 จาน 165 kcal
-
หมูผัดขิง 1 จาน 275 kcal
-
หมูแผ่น 1 แผ่นกลาง 120 kcal
-
หมูฝอย 2 ช้อนโต๊ะ 135 kcal
-
หมูยอชุบแป้งทอด 2 ชิ้น 250 kcal
-
หมูหยอง 2 ช้อนโต๊ะ 75 kcal
-
หลนปูเค็ม ผักสด 1 ถ้วย 205 kcal
-
หอยแมลงภู่อบหม้อดิน 4-5 ตัว 85 kcal
-
แหนมสด 1 จาน 175 kcal
-
ข้าวต้มปลา 325 kcal
-
ข้าวต้มกุ้ง 305 กิโลแคลอรี่
-
ก๋วยเตี๋ยวหลอด 225 kcal
-
อาหารจานเดียว 1 จาน
-
ข้าวมันไก่ 459 แคลอรี่
-
ข้าวหมูแดง 254 แคลอรี่
-
ข้าวผัดปูใส่ไข่ 377 แคลอรี่
-
ขนมจีนน้ำยา 130 แคลอรี่
-
ขนมจีนน้ำพริก 292 แคลอรี่
-
ราดหน้า 214 แคลอรี่
-
ผัดซีอิ๊ว 425 แคลอรี่
-
ผัดไทย 411 แคลอรี่
-
บะหมี่หมูแดง 231 แคลอรี่
-
เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อสด 187 แคลอรี่
-
สุกี้ยากี้น้ำ 221 แคลอรี่
-
กระเพาะปลา 138 แคลอรี่
เห็นแบบนี้แนะนำว่าลองคำนวนแคลอรี่ที่เราจะได้รับอย่างคร่าวๆในแต่ละวันดูนะคะ เพื่อไม่ได้ร่างกายของเราได้รับแคลอรี่ที่มากเกินไป โดยทำการจดรายการอาหารที่คาดว่าจะทานไว้ในแต่ละวัน วิธีนี้นอกจากจะช่วยวางแผนจำนวนแคลอรี่แล้วยังจะช่วยทำให้เราสามารถตัดสินใจตัดรายการอาหารที่ไม่จำเป็นอย่างเช่นขนมออกไปได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญเรายังสามารถคำนวนรายจ่ายในแต่ละวันได้คร่าวๆอีกแล้วจ้า
ขอบคุณข้อมูลจาก :: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=blossoms&month=15-08-2010&group=5&gblog=4
มาดูจำนวนแคลอรี่ของขนมหวานกันเถอะ
-
กล้วยไข่เชื่อม 3 ผล 265 แคลอรี่
-
กล้วยบวดชี 1 ถ้วย 129 แคลอรี่
-
บัวลอย 1 ถ้วย 211 แคลอรี่
-
ลอดช่อง 1 ถ้วย 166 แคลอรี่
-
วุ้นกะทิ 1 อัน 166 แคลอรี่
-
ทองหยิบ 1 ดอก 142 แคลอรี่
-
สังขยา 1 ชิ้น 142 แคลอรี่
-
ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ 330 แคลอรี่
-
อศกรีม 295 แคลอรี่
-
ข้าวเม่าทอด 1 ชิ้น 250 แคลอรี่
-
ปลากริมไข่เต่า 360 แคลอรี่
-
บัวลอยและข้าวเหนียวสังขยา 220 แคลอรี่
-
ข้าวเหนียวเปียก 200 แคลอรี่
-
ขนมชั้น 200 แคลอรี่
-
ขนมเปียกปูน 200 แคลอรี่
-
ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง 180 แคลอรี่
-
และทับทิมกรอบ 180 แคลอรี่
-
เผือกน้ำกะทิ 160 แคลอรี่
-
กล้วยบวชชี 150 แคลอรี่
-
ข้าวโพดคลุก 150 แคลอรี่
-
ฝอยทอง 1 แพ 150 แคลอรี่
-
วุ้นกะทิ 1 ชิ้น 100 แคลอรี่
-
ทองหยิบ 1 ชิ้น 100 แคลอรี่
-
กล้วยไข่เชื่อม 1 ผล 80 แคลอรี่
-
กล้วยแขก 1 ชิ้น 50 แคลอรี่
-
ซ่าหริ่ม 1 ถ้วย 237 แคลอรี่
-
ขนมชั้น 1 อัน 276 แคลอรี่
-
ปาท่องโก๋ 1 ตัว 88 แคลอรี่
-
ขนมครก 4 คู่ 229 แคลอรี่
-
ปอเปี๊ยะทอด 2 อัน 164 แคลอรี่
-
ทอดมันปลา 3 ชิ้น 111 แคลอรี่
-
ขนมกุยช่ายทอด 1 ชิ้น 114 แคลอรี่
-
มันฝรั่งแผ่นทอด 10 ชิ้นใหญ่ 105 แคลอรี่
-
ข้าวโพดแผ่นทอด 1 155 แคลอรี่
-
มันฝรั่งทอด 10 ชิ้น 160 แคลอรี่
-
เค้กกล้วยหอม 1 อัน 203 แคลอรี่
-
ขนมปังลูกเกด 1 อัน 71 แคลอรี่
-
แพนเค้ก 4 นิ้ว 1 อัน 60 แคลอรี่
-
ครัวซอง (41/2 x 11/4 1 อัน 235 แคลอรี่
-
โดนัทธรรมดา 1 อัน 198 แคลอรี่
-
โดนัทไส้แยม 1 อัน 289 แคลอรี่
-
ชีสเค้ก 1/12 เค้กขนาด 9 นิ้ว 1 ชิ้น 280 แคลอรี่
-
เค้กผลไม้ 1 ชิ้น 165 แคลอรี่
-
เค้กไม่มีหน้า 1 ชิ้น 120 แคลอรี่
-
เค้กมีหน้า 2 ชั้น (1/16 อัน) 1 ชิ้น 235 แคลอรี่
-
คุกกี้ชอกโกแลตชิพ 21/2 4 อัน 180 แคลอรี่
-
คุกกี้เนย 7 กรัม/ชิ้น 7 อัน 233 แคลอรี่
-
เดนนิชเพสตรีไส้ผลไม้ 1 ชิ้น 263 แคลอรี่
-
พิซซ่า 1/8 อัน 15 นิ้ว 1 ชิ้น 290 แคลอรี่
-
คุกกี้ข้าวโอ๊ต 2 ชิ้น 205 แคลอรี่
-
หมวดนี้เพื่อนๆต้องระมัดระวังกันหน่อยนะคะ ขนมหวานหรือของว่างแม้จะอร่อยยั่วยวนใจ ยังไงก็ควรทานแต่น้อยเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก :: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=blossoms&month=15-08-2010&group=5&gblog=4
วิธีลดต้นขา ลดน้ำหนัก
2bSlym (ทูบีสลิม) 5 พลังมหัศจรรย์จากสารสกัดธรรมชาติ เพื่อหุ่นเพรียวสวยไม่ต้องรอ ไม่โยโย่ ไม่มีสารเคมี
คลิก
มาดูจำนวนแคลอรี่ของเครื่องดื่มกันเถอะ
-
โอเลี้ยง, น้ำส้ม, เบียร์,แฟนต้า,เขียว,แดง,องุ่น (100 ก.) 1 แก้ว 120 kcal
-
สไปร์ท 1 แก้ว 110 kcal
-
โค้ก,เป๊ปซี่ 1 แก้ว 100 kcal
-
นมถั่วเหลือง (ไม่ใส่น้ำตาล) 1 แก้ว 55 kcal
-
ชา (น้ำตาล 2 ช้อน) 1 ถ้วย 42 kcal
-
โอวัลติ นเย็น/ร้อน 1 ถ้วย 220 kcal
-
ชา 1 ถ้วย 2kcal
-
กาแฟ(น้ำตาล 2 ช้อนชา,ครีม 2 ช้อนชา) 1 ถ้วย 65 kcal
-
รูทเบียร์ 1 แก้ว 105 kcal
-
ชอคโกแลตเย็น, ร้อน 1 แก้ว 280 kcal
-
น้ำส้มคั้น 1 แก้ว 160 kcal
-
ไวตามิลค์ 1 ขวด 150 kcal
-
โอเลี้ยง 1 แก้ว 103 kcal
-
เบียร์ 3.5 % 80z 100 kcal
-
วิสกี้ 70 พรุป 42.5% 1 แก้ว 85 kcal
-
วิสกี้ 80 พรุป 42.5% 1 แก้ว 100 kcal
-
ชาเย็น 1 แก้ว 81 kcal
-
ไอซ์ที 1 แก้ว 85 kcal
-
นม ถั่วเหลือง 1 แก้ว 150 kcal
-
นมปราศจากไขมัน (240 กรัม) 1 กล่อง 80 kcal
-
นมผง ปราศจากไขมัน (30 กรัม) 1/4 ถ้วยตวง 80 kcal
-
นมระเหยปราศจากไขมัน (120 กรัม) 1/2 ถ้วยตวง 80 kcal
-
โยเกิตทำจากนมปราศจากไขมัน(240 กรัม) 1 ถ้วยตวง 80 kcal
-
Butter milk ทำจากนมปราศจากไขมัน(240 กรัม) 1 ถ้วยตวง 80 kcal
-
ไขมัน (240 กรัม) 1 ถ้วยตวง 125 kcal
-
นมสดไขมัน 2 % (240 กรัม) 1 ถ้วยตวง 125 kcal
-
โยเกิตทำจากนม ปราศจากไขมัน 2 % (ไม่เติมผลไม้หรือแต่งรส) 1 ถ้วยตวง 125 kcal
-
นมระเหยทำจาก นมสดไขมัน 2 % (120 กรัม) 1/2 ถ้วยตวง 125 kcal
-
นมสด (240 กรัม) 1 ถ้วยตวง 150 kcal
-
นมระเหยทำจากนมสด (120 กรัม) 1/2 ถ้วยตวง 150 kcal
-
โยเกิร์ตทำจากนมสด (ไม่เติมผลไม้หรือแต่งรส) 1 ถ้วยตวง 150 kcal
-
นมผง (30 กรัม) 1/4 ถ้วยตวง 150 kcal
-
ยา คูลท์ 1 ขวด 90 kcal
-
โอวัลติน ร้อน/เย็น 1 ถ้วย 220 kcal
-




































