ความรู้ด้านสุขภาพ

อาหารทะเลคอลเลสเตอรอลต่ำ
กินเพิ่มความสวย

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

อาหารทะเลเมื่อพูดถึงแล้วคงเป็นของโปรดใครหลายๆคน แต่ถ้าคนรักษาสุขภาพคงรู้ดีว่าการกินอาหารทะเลผลที่ตามมาคือคอเลสเตอรอล แต่ถ้าเราทานนานๆครั้งอาหารพวกนี้ก็จะเป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกายที่เดียว ได้แก่

1.ปลาแซลมอน ปลาแซลมอนหนึ่งชิ้นให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยบำรุงสุขภาพผิว ในปริมาณที่มากกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันเสียอีก จึงนับเป็นอาหารทะเลอันดับหนึ่งสำหรับบำรุงผิวพรรณให้มีความยืดหยุ่นชุ่มชื่น

2.ปลาทูน่า สุดยอดปลาที่ให้ปริมาณโปรตีนเทียบเท่ากับเนื้อวัว และยังเปี่ยมด้วยโอเมก้า-3 และแคลเซียม เหมาะมากสำหรับทำเป็นมื้อเย็น แต่ถ้าเลือกได้พยายามใช้ทูน่าสดมากกว่าทูน่ากระป๋องที่ให้กรดไขมันในปริมาณที่น้อยกว่า

3.หอยแมลงภู่ มีแคลอรี่ต่ำ และอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็กและสังกะสี และอีกเรื่องที่เรามักไม่ค่อยจะรู้กันก็คือ หอยแมลงภู่นั้นมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่เทียบเท่ากับปลาทะเลเลยด้วย

4.ปลากะพงขาว มีแคลเซียมสูง และเป็นแหล่งของวิตามินบี รวมถึงการที่มันมีก้างเยอะจึงเหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักด้วย ประมาณว่าต้องใช้เวลาในการกินนานขึ้นนั่นเอง

5.กุ้ง มีธาตุเหล็กสูง สังกะสีและวิตามินที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีไขมันอิ่มตัวต่ำ (น้อยกว่าเนื้อไก่ด้วย) จึงเป็นทางเลือกที่อร่อยและดีต่อสุขภาพหัวใจ

 

ที่มา : SlimmingMag

 

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรด ไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิว พรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

โรคไขมันในเลือด

โรคไขมันในเลือด

ไขมันอุดตันเส้นเลือด

โรคไขมันในเลือดสูง

ไขมันในเลือดสูงหมายถึงร่างกายเรามีไขมันในกระแสเลือดสูง ไขมันที่สูงอาจจะเป็น cholesterol หรือ Triglyceride ก็ได้ ไขมันสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาต เนื่องจากไขมันสูงจะตกตะกอนที่ผิวของผนังหลอดเลือดที่เรียกว่าคราบไขมันหรือ Plaqueซึ่งจะทำให้หลอดเลือดตีบ หรือคราบอาจจะหลุดลอยไปอุดหลอดเลือดทำให้เกิดโรค
ค่าปกติของไขมันอยู่ระหว่าง 140 and 200 mg/d ทางการแพทย์จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับไขมัน Total Chloresterol และ LDL Choresterol และไขมัน HDL Cholesterol เนื่อวจากภาวะทั้งสองสามารถควบคุมโดยการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่การเกิดหลอดเลือดแข็งจะดกิดเร็วหากมีภาวะไขมันผิดปกติดังนี้

มีระดับของ triglycerides (TG) สูง
ไขมัน low-density lipoprotein (LDL) สูง:ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี
ไขมัน highdensity lipoprotein-cholesterol (HDL-C)ต่ำ
อาการของไขมันในเลือดสูง

ไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการ การที่จะทราบว่าไขมันในเลือดสูงรู้ได้จากการเจาะเลือดตรวจ

สาเหตุของไขมันในเลือดสูง

กรรมพันธ์ ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันได้อย่างเพียงพอ
โรคเบาหวาน
พฤติกรรมในการดำรงชีพ ไม่ได้คุมอาหาร ไม่ได้ออกกำลังกาย
ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันในเลือดสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ไขมันในเลือดสูงได้แก่

  • อ้วนหรือน้ำหนักเกิน
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก
  • ออกกำลังกายไม่เพียงพอ
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง
  • สูบบุหรี่เบาหวาน

การวินิจฉัย

ค่าปกติของไขมันในเลือด

Total cholesterol levels:

ระดับที่ต้องการ: ต่ำกว่า 200 mg/dL
สูงปานกลาง: 200 – 239 mg/dL
สูง: มากกว่า 240 mg/dL
LDL cholesterol levels:

ระดับที่ต้องการสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงสูง: ต่ำกว่า 70 mg/dL
ระดับที่ต้องการ for people at risk of heart disease: ต่ำกว่า 100
ระดับที่ต้องการ: 100 – 129
สูงปานกลาง: 130 – 159
สูง: 160 – 189
HDL cholesterol levels:

ผลไม่ดี: ต่ำกว่า 40 mg/dL
ค่าที่ยอมรับได้: 40 – 59
ระดับที่ต้องการ: 60 or สูงกว่า
Triglyceride levels:

ระดับที่ต้องการ: ต่ำกว่า 150 mg/dL
สูงปานกลาง: 150 – 199
สูง:สูงกว่า 200
ผู้ใหญ่ที่ค่าไขมันปกติควรจะตรวจซ้ำทุก 5 ปี หากไขมันในเลือดสูงควรตรวจซ้ำอีก 2-6 เดือน

อาหารที่มีไขมันสูง

ไขมันจากปลาจะอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว เมื่อรับประทานมากเกินไปจะทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันที่สูงจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง อาหารที่มีไขมันสูงได้แก่

น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปามล์ กะทิ
เนย มาร์การิน เนยเทียม
หนังไก่
เครื่องใน เนื้อติดมัน
ของทอด
หากมีครับทั้งสามภาวะโอกาศที่จะเกิดหลอดเลือดแข็งจะสูง

เมื่อไรจึงจะเจาะเลือดตรวจหาไขมันในเลือด

เจาะเลือดผู้ปายอายุมากกว่า 40 ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 50 หรือเมื่อหมดประจำเดือน
มีหลักฐานว่ามีโรคหลอดเลือดตีบ เช่น หลอดเลือดขาหรือหัวใจตีบ
เป็นโรคเบาหวานชนิดที่2
ความโลหิตสูง
ประวัติพ่อแม่พี่หรือน้องเป็นโรคหลอดเลือดก่อนวัย
ผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุง
เป็นโรคเรื้อรังบางชนิดที่พบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสูง เช่น โรครูมาตอยด์ โรค SLE Psoriasis
ผู้ที่ไตเสื่อมอัตราการกรองของไตน้อยกว่า 60
ตรวจร่างกายแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าไขมันสูงในครอบครัว

การประเมินความเสี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะพิจารณาจาก เพศ อายุ ระดับไขมัน ระดับความดันโลหิต การสูบบุหรี่ และนำไปเทียบกับตารางก็จะได้ตัวเลขความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าหากมากกว่าร้อยละ10จะต้องควบคุมความเสี่ยงให้ดี การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะแยกเป็น

  • การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในชาย
  • การประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิง
  • การคำนวนความเสี่ยงจากสูตร

การจัดระดับความรุนแรงของความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

จะแบ่งระดับความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดออกเป็น

  • ความเสี่ยงสูงมาก

ได้แก่ภาวะดังต่อไปนี้

เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ หลอดเลือดแดงขาตีบ หรือจากการตรวจเช่น การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การตรวจโดยการวิ่งสายพาน กาดวัดความหนาของหลอดเลือดที่คอ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่2 หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่1ที่มีอวัยวะเสียหาย เช่นพบโปรตีนในปัสสาวะ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางตา
ผู้ที่ไตเสื่อมมากโดยอัตราการกรองของไตต่ำกว่า 60
อัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด10ปีมากกว่าร้อยละ 10

  • ความเสี่ยงสูง

ผู้ที่มีระดับไขมัน หรือระดับความดันโลหิตสูงมาก
มีความเสี่ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ระหว่าง 5-10 %

  • ความเสี่ยงปานกลาง

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดระหว่า1-5 %

  • ความเสี่ยงต่ำ

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า1%
เมื่อไรจะรักษาไขมันในเลือดสูง

ปัจจัยที่จะพิจารณาว่าจะรักษาไขมันในเลือดสูงได้แก่ อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปี และระดับไขมัน LDL

ระดับไขมัน LDL ของท่าน
<70mg% 70-100mg% 101-155mg% 156-190mg% >190 mg%
<1 เสี่ยงต่ำ ไม่ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ต้องปรับเปลี่ยน ปรับพฤติกรรม ปรับพฤติกรรม ปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา
1-5 เสี่ยงปานกลาง ปรับพฤติกรรม ปรับพฤติกรรม ปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา ปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา ปรับพฤติกรรม หากยังสูงต้องใช้ยา
5-10 เสี่ยงสูง ปรับพฤติกรรม และพิจารณายา ปรับพฤติกรรม และพิจารณายา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา
>10 เสี่ยงสูงมาก ปรับพฤติกรรม และพิจารณายา ปรับพฤติกรรมและใช้ยา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา ปรับพฤติกรรม และใช้ยา

อัตราเสี่ยงท่านสามรถหาได้จากการประเมินความเสี่ยงของ ชาย และ หญิง ส่วนค่า LDL ได้จากการเจาะเลือด

ระดับไขมันที่ต้องการ

เป้าหมายของระดับไขมันหลังการรักษาจะขึ้นกับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง(กลุ่มเสี่ยงสูงมาก และอัตราเกิดโรคมากกว่าร้อยละ10ใน10ปี

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 70 มก%
  • หรือลดระดับ LDL ลงจากดิมร้อยละ 50

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง(ความเสี่ยงสูง หรืออัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ5-10)

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 100 มก%

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง(ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดร้อยละ1-5)

  • ให้ลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 115 มก%

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

อ้วนไขมันในเลือดสูงทุกชนิดจะต้องรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การงดบุหรี่ การดื่มสุรา และการควบคุมอาหาร

ประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ละชนิดขึ้นกับชนิดของไขมันที่สูง ผู้ป่วยที่ไขมัน LDL สูงการลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ลดไขมันชนิด transจะช่วยลดไขมันได้ดี ส่วนไขมัน Triglyceride สูง การลดน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายจะได้ผลดี ดังนั้นในการเลือกวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะขึ้นกับชนิดไขมันที่ขึ้น

ยาลดไขมัน

ไขมันในเลือดสูงการรักษาไขมันในเลือดสูงจะต้องพิจารณาจากโรคที่เป็น โรคที่เป็นร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และระดับไขมันในเลือด หากไขมันในเลือดสูงไม่มาก และความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดต่ำการรักษาก็อาจจะเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากไขมันในเลือดสูงมาก และหรือมีโรคหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากก็จะต้องรีบให้ยารักษาไขมัน

สาเหตุของไขมันในเลือดสูงส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรมซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ แต่อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม ซึ่งหากมีการปรับพฤติกรรมก็สามารถป้องกันการเกิดไขมันในเลือดสูงได้

การลดไขมันโดย Phytosterol

Phytosterol พบมากในน้ำมันพืช ถั่ว ผัก และผลไม้ มีสูตรโครงสร้างเหมือน cholesterol แต่ไม่ทำให้เส้นเลือดตีบ ช่วยลดการดูดซึม cholesterol

 

ขอบคุณข้อมูลจาก siamhealth.net

 

น้ำมันรำข้าว สกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

หัวใจวายเฉียบพลัน และหัวใจล้มเหลว

หัวใจวายเฉียบพลัน และหัวใจล้มเหลว

ขอบคุณรูปภาพจาก getitwrighthere.com

ขอบคุณรูปภาพจาก getitwrighthere.com

 หัวใจวายเฉียบพลัน หรือ Heart Attack
Heart Attack คือภาวะที่มีอาการหัวใจวาย หรือเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ส่วนใหญ่เนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลัน

ทำไมจึงเกิด Heart Attack หรือการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
- การสะสมของไขมันในหลอดเลือด ที่เรียกว่า plaque
- เกิดการปริแยกหรือฉีกขาดของ plaque
- การเกิดก้อนเลือดอุดตันภายในหลอดเลือด

Plaque คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้าการทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือดเสียไปหรือเสื่อมสภาพลง ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด เกิดเป็น plaque ขึ้น คล้ายกับการเกิดสนิมขึ้นในท่อประปา ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้สะดวก

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิด Heart Attack
อาจจะมีสิ่งมากระตุ้นทำให้เกิดการปริแยกของ plaque เช่น การออกกำลังกายมากเกินไป มีความเครียดมาก โกรธหรือเสียใจมากๆ และมักจะพบได้บ่อยในช่วงตื่นนอน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเชื้อโรคบางชนิดก็ทำให้เกิดการอักเสบของ plaque ขึ้นได้

ลดการเกิด Plaque ได้อย่างไร
เราอาจสามารถป้องกันไม่ให้เกิด Heart Attack ได้ โดยมีหลักการง่ายๆ คือ ลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด หรือลดการเกิด plaque และลดการอักเสบหรือการป้องกันการปริแยกของ plaque นั่นเอง

การลดการสะสมของ plaque ทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตัน หยุดสูบบุหรี่ ลดไขมันในเลือด ควบคุมความดันโลหิต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังพบว่าการลดความอ้วนก็สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนการป้องกันการปริแยกของ plaque คือการควบคุมสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถลดอัตราการเกิด Heart Attack ได้แก่ การให้ยาต้านเกร็ดเลือด ยาลดไขมันและยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

เมื่อเกิด Heart Attack ควรทำอย่างไร
การรักษาที่ดีที่สุด คือการเปิดหลอดเลือด หรือละลายก้อนเลือดที่อุดตันออก ซึ่งควรจะทำให้เร็วที่สุด หากสามารถเปิดหลอดเลือดที่อุดตันออกได้เร็ว โดยเฉพาะภายใน 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการเจ็บหน้าอก จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายน้อยลง และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง รวมทั้งอัตราการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น ดังนั้น ข้อปฏิบัติที่ดีที่สุดในขณะที่เกิด Heart Attack คือไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

ระยะเวลาที่เปิดหลอดเลือด (หลังเกิดอาการ)
อัตราการรอดของกล้ามเนื้อหัวใจ

ระยะเวลาที่เปิดหลอดเลือด(หลังเกิดอาการ) อัตราการรอดของกล้ามเนื้อหัวใจ
ภายใน 1-2 ชั่วโมง 90-100%
ภายใน 2 ชั่วโมง 60%
ภายใน 3 ชั่วโมง 40%
ภายใน 4 ชั่วโมง 20%
ภายใน 6 ชั่วโมง 10%

การป้องกัน Heart Attack
1.ควบคุมการเกิด plaque โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตัน

2.ลดการสะสมของ plaque หรือตรวจหา plaque ที่อักเสบ หรือมีโอกาสที่จะฉีกขาดได้ง่าย หากสามารถตรวจพบและให้การรักษาได้ทันท่วงที ก็จะสามารถป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณที่สำคัญๆ เช่น หลอดเลือดที่สมอง หรือหลอดเลือดที่หัวใจ และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (Stroke) และ Heart Attack ได้

3.ป้องกันการปริแยกของ plaque โดยการควบคุมสิ่งกระตุ้นต่างๆ ร่วมกับการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

หัวใจล้มเหลว ( Heart Failure )

ภาวะหัวใจล้มเหลว ( Heart Failure หรือ Congestive Heart Failure ) หมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้น

เมื่อเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย เช่น ฮอร์โมนหลายชนิดเพิ่มขึ้นผิดปกติ หลอดเลือดแดงหดตัว แรงต้านต่อหัวใจมากขึ้น หัวใจทำงานหนักมากขึ้น ความดันโลหิตลดลง ผลที่ตามมาคือไตวาย และอวัยวะต่างๆ ไม่ทำงานตามปกติ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด

อาการของหัวใจล้มเหลว
อาการจะขึ้นอยู่กับว่าหัวใจซีกใดผิดปกติ หากหัวใจซีกขวาล้มเหลว ก็จะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเข้าหัวใจซีกขวาได้ดี ผลที่ตามมาคือตับโต ทำให้แน่นท้อง ปวดท้อง เบื่ออาหาร และมีอาการขาบวม ท้องบวม แต่ถ้าหัวใจซีกซ้ายล้มเหลว อาการเด่นคืออาการทางปอด เนื่องจากมีเลือดคั่งในปอดมาก ได้แก่ เหนื่อย หอบ ไอเป็นเลือด นอนราบไม่ได้เพราะจะเหนื่อยมาก จนไม่สามารถหายใจได้ในที่สุด

สาเหตุของหัวใจล้มเหลวได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจพิการจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไวรัส เบาหวาน แอลกอฮอล์

การรักษา
รักษาตามอาการ ให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำในปอด ยาขยายหลอดเลือดแดงช่วยให้หัวใจทำงานสบายขึ้น ให้ยากระตุ้นหัวใจ บางรายต้องรักษาตามสาเหตุด้วย เช่น ผ่าตัดแก้ไขลิ้นหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นต้น หากหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาควบคุม

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
กับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรขาดยา ไม่ซื้อยารับประทานเอง เพราะยาหลายอย่างมีผลแทรกซ้อนมาก หากมีอาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อยมาก ต้องรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

 

ขอบคุณข้อมูลจาก เอมอร คชเสนี manager.co.th

 

 

น้ำมันรำข้าว สกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

ระวัง กินยานอนหลับมากเสี่ยงหัวใจวาย

ระวัง กินยานอนหลับมากเสี่ยงหัวใจวาย

นอนไม่หลับ

นักวิจัยไต้หวันเตือนกินยานอนหลับมากเสี่ยงหัวใจวาย ระบุ อย.สหรัฐฯแนะลดปริมาณยาลงครึ่งหนึ่ง ด้าน อย.ไทยเผยทำได้แค่เฝ้าระวัง บอกยังไม่ได้รับรายงานเรื่องอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ระบุแต่เป็นยายที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรอยู่แล้ว แถมกำหนดให้ลดปริมาณยาครึ่งหนึ่งจริง กินไม่เกิน 1 สัปดาห์ ขณะที่ กพย.จี้ อย.ต้องรู้จักศึกษาต่อยอดบ้าง

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  กล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์มีการโพสต์เตือนยานอนหลับชื่อสามัญ โซลพิแดม (Zolpidem) โดยอ้างนักวิจัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไต้หวันที่ทำการศึกษาสารออกฤทธิ์ ซึ่งพบหากใช้ปริมาณมากเกินไปจะส่งผลต่อเส้นเลือดใหญ่และนำไปสู่หัวใจวาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ

และหากกินยาขนาด 10 มิลลิกรัมทุกสัปดาห์ก็เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจวายได้เท่าตัว ซึ่งองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ลดปริมาณยาลงครึ่งหนึ่งคือ 5 มิลลิกรัม แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบของไทยกลับไม่ตื่นตัว ว่า

ยาโซลพิแดมจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 คือ อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะคลินิกที่มีใบอนุญาตเท่านั้น และโรงพยาบาลก็สามารถใช้ได้ ยกเว้นร้านขายยาทั่วไป หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท ส่วนผู้ซื้อหากนำไปใช้ในทางที่ผิดจะมีโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท

ภก.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า อาการไม่พึงประสงค์จากการกินยาตัวนี้ ในไทยยังไม่พบ ส่วนใหญ่ยาดังกล่าวจะมีฤทธิ์นอนหลับ เพียงแต่ยาโซลพิแดม มีฤทธิ์เร็ว จึงต้องมีการควบคุมพิเศษ และสั่งจ่ายโดยเภสัชกรที่ได้รับอนุญาต กับสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น

ส่วนอาการที่มีผลต่อหัวใจยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งไม่ต้องกังวล เนื่องจาก อย.มีคณะอนุกรรมการในการติดตามเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์และอันตรายจากการใช้ยา คอยติดตามอยู่เสมอ

“ยาโซพิแดม องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าควรลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งทาง อย.ได้กำหนดไว้ว่า หากจะใช้ยาตัวนี้ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และเภสัชกรที่ได้รับใบอนุญาต ที่สำคัญให้ลดปริมาณของยาลง โดยในผู้หญิงและผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะต้องลดปริมาณลงจาก 10 มิลลิกรัมเหลือเพียง 5 มิลลิกรัม โดยให้ทานเฉพาะก่อนนอนเท่านั้น และไม่ควรทานเกิน 1 สัปดาห์” รองเลขาธิการ อย. กล่าว

ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า การทำงานของ อย.เน้นที่การมอนิเตอร์ หรือเฝ้าระวังในต่างประเทศว่า มียากลุ่มใดที่ถูกถอนการขึ้นทะเบียนบ้าง ขณะที่การทำการติดตามข่าวสารเรื่องผลการศึกษาเรื่องสารออกฤทธิ์ในยา ยังไม่ครอบคลุมคือ แม้มีการศึกษา

แต่การจะลงมือทำการศึกษาต่อ หรือลงพื้นที่เพื่อตรวจหายากลุ่มเสี่ยงจากผลวิจัยต่างประเทศยังค่อนข้างมีอุปสรรค หากไม่เป็นกรณีวิกฤตจริงๆ ก็จะพบน้อยมาก  ดังนั้น อย.ต้องมีการปรับปรุงเรื่องนี้ เหมือนกรณียานอนหลับชนิดนี้ที่มีผลศึกษาเบื้องต้นว่าอาจมีผลกระทบต่อหัวใจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ควรมีการศึกษา และควรนำข้อมูลเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณา

 

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

“ความเครียด” สามารถแก้ไขได้

“ความเครียด” สามารถแก้ไขได้

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

เครียด กังวล เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์เราต้องพบเจอในแต่ละวัน บางคนจมอยู่กับความเครียดโดยไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขอย่างไร 10 วิธีง่ายๆต่อไปนี้ จะช่วยให้เราแก้ไขความเครียด หรือช่วยเราคลายความกังวลนั้นลงได้

1. คิดดูว่ากังวลหรือหงุดหงิดเรื่องอะไร อะไรเป็นสาเหตุ อะไรเป็น “สาเหตุของสาเหตุ” และอะไรเป็นสาเหตุของ “สาเหตุของสาเหตุ” ต่อไปเรื่อยๆ

2. คิดต่อว่าเรื่องและสาเหตุเหล่านั้นจะแก้ไขได้ไหม ถ้าแก้ได้ ให้รีบแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ ให้ปรึกษา พูดคุย (ระบาย) กับคนที่ตนรักและไว้ใจ เพื่อขอความเห็นหรือความช่วยเหลือ

3. ถ้าคิดไม่ออก หรือคิดว่ายังแก้ไขไม่ได้ ให้นึกถึงความจริง 3 ประการ (ไตรลักษณ์) คือ
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ขณะนี้เราทุกข์ ดังนั้นต่อไปเราจะต้องสุข แล้วยิ้มให้กับความจริงนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีความขัดแย้ง ความขัดแย้งหรือทุกข์ของเรายังน้อยกว่าของเขาอื่น แล้วยิ้มให้กับความโชคดีของเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งสมมุติที่ไม่ใช้ตัวตนอย่างแท้จริง ทุกข์เกิดจากเราคิดว่านี้เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา นั่นควรจะเป็นของเรา และโน่นควรจะเป็นของเราด้วย เป็นต้น แล้วยิ้มให้กับความเห็นแก่ตัวของเรา และแผ่เมตตาให้ผู้อื่น

4. หลบออกจากสถานที่และสิ่งที่ทำให้กังวลหงุดหงิด

5. ออกกำลังกายให้มากขึ้น ทำสิ่งที่ตนชอบให้มากขึ้น

6. ฝึกสมาธิ เช่น สวดมนต์ อ่านหนังสือ ร้องเพลง เย็บปักถักร้อย วาดรูป ปลูกต้นไม้ ให้ใจสงบและหลับได้

7. ช่วยเหลือผู้อื่นที่ทุกข์ยากมากกว่าเรา

8. หางานทำให้วุ่นๆไว้ อย่าหยุดงาน อย่าอยู่เฉยๆ

9. คิดถึงสิ่งที่ดีงามต่างๆ อย่าคิดในทางร้าย

10. ถ้าเป็นมากควรไปหาหมอ อาจต้องกินยาคลายเครียดหรือยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม (diazepam) หรืออะมิทริปไทลีน (amitriptyline) เป็นครั้งคราว

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

 

 

น้ำมันรำข้าว สกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

แพ้เพื่อนบ้านกระจุย! เด็กไทยขาดแคลเซียมส่งผลเตี้ย นมก็ดื่มน้อย
นมสดช่วยลดอ้วน

ขอบคุณรูปภาพจาก pr.prd.go.th

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า เด็กไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย จากการเฝ้าระวังติดตามการเจริญเติบโตในเด็กนักเรียนอายุ 6-12 ปี ปี 2555 พบว่า นักเรียนมีภาวะอ้วนจำนวน 187,000 คน เตี้ยจำนวน 254,620 คน และผอมจำนวน 99,112 คน ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

เพราะเด็กนักเรียนที่เตี้ยและผอม จะมีสติปัญญาด้อย เรียนรู้ช้า ภูมิต้านทานโรคต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ยังพบว่า การบริโภคอาหารที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างแคลเซียมยังน้อยอีกด้วย โดยเฉพาะการดื่มนมซึ่งคนไทยดื่มนมเฉลี่ยคนละ 14 ลิตรต่อปี

ในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ 60 ลิตรต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยคนละ 103.9 ลิตรต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก 4-7 เท่า ส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ 18 ปี มีความสูงเฉลี่ยค่อนข้างเตี้ย โดยผู้ชายสูงเฉลี่ย 167.1 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157.4 เซนติเมตร

นพ.พรเทพ กล่าวอีกว่า แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีปริมาณมากที่สุดในร่างกาย ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก เนื่องจากร้อยละ 99 ของแคลเซียมอยู่ที่กระดูกและฟัน แต่การที่ร่างกายจะเจริญเติบโตได้ดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

โดยเฉพาะเรื่องความสูงนั้นนอกจากเกิดจากกรรมพันธุ์แล้ว การเจริญเติบโตด้านความยาวของกระดูก อาหารและการออกกำลังกายก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งสารอาหารที่สร้างความแข็งแรงของกระดูกมีหลายชนิด เช่น โปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฟลูออไรด์ ทองแดง แมงกานีส วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินเค

นพ.พรเทพ กล่าวด้วยว่า ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้บริโภคในแต่ละวันตามช่วงอายุ คือ เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับปริมาณแคลเซียม 500 มิลลิกรัม อายุ 4-8 ปี ควรได้รับปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม อายุ 9-18 ปี ควรได้รับปริมาณแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ อาหารประเภทนม

เช่น นมจืด 1 กล่อง (200 มิลลิกรัม) มีแคลเซียม 226 มิลลิกรัม นมพร่องมันเนย 1 กล่อง (200 มิลลิกรัม) มีแคลเซียม 246 มิลลิกรัม โยเกิร์ต 1 ถ้วย (150 กรัม) มีแคลเซียม 160 มิลลิกรัม นมเปรี้ยว 1 ถ้วย (180 มิลลิลิตร) มีแคลเซียม 106 มิลลิกรัม

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ปลาตัวเล็กตัวน้อย (2 ช้อนกินข้าว) มีแคลเซียม 226 มิลลิกรัม ปลาซาร์ดีนกระป๋อง (2ช้อนกินข้าว) มีแคลเซียม 226 มิลลิกรัม อาหารประเภทผัก เช่น ผักคะน้า (1 ทัพพี) มีแคลเซียม 71 มิลลิกรัม ผักกาดเขียว (1 ทัพพี) มีแคลเซียม 96 มิลลิกรัม ผักกวางตุ้ง (1 ทัพพี) มีแคลเซียม 60 มิลลิกรัม

“ทั้งนี้ หากร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง หักง่าย เป็นตะคริว มือจับเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกและหัวใจเต้นผิดปกติ จึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เล่นกีฬาประเภทที่สามารถช่วยเพิ่มความสูงและความแข็งแรงของกระดูกได้ เช่น บาสเกตบอล วอลเลย์บอล

หรือออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วันๆ ละ 30 นาที นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน และที่สำคัญการกินอาหารอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายไม่ทำให้สูง แต่จะทำให้อ้วนแทน

หรือออกกำลังกายอย่างเดียวโดยกินอาหารไม่เพียงพอก็จะทำให้ผอมและไม่สูง ดังนั้น การกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเพียงพอจะส่งผลให้ ร่างกายสุขภาพดีและมีส่วนช่วยให้สูงด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

 

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

 

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

Trans fats ไขมันอันตราย

Trans fats ไขมันอันตราย

17032009030856

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักไขมันโดยรวมกันก่อนนะคะ

ไขมันแบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ ไขมันชนิดอิ่มตัวและชนิดไม่อิ่มตัว ตัวอย่างของไขมันชนิดอิ่มตัวได้แก่ เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นก้อนเกาะตัวกัน หรือเป็นไขที่อุณหภูมิปกติ สำหรับไขมันชนิดไม่อิ่มตัวนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติและยังแบ่งย่อยได้อีกสองประเภท คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) เช่น น้ำมันมะกอก และน้ำมันจากถั่ว ส่วนไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) นั้นเช่น น้ำมันคาโนล่าและน้ำมันดอกคำฝอย

ไขมันชนิดอิ่มตัวส่วนใหญ่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อ นม เนย ไข่ อาหารทะเล และพืชบางชนิด เช่น มะพร้าวและน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีผลให้ผู้รับประทานมีระดับคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และไขมันชนิดที่ ถูกโจษจันในวงการอาหารที่อเมริกา คือ Trans fats นี่เอง เป็นไขมันที่ทำจากไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเพื่อให้เป็นไขมันที่คงตัวในอาหารสำเร็จรูป สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ ชื่อที่เราเห็นบ่อย ๆ บนฉลากอาหารก็คือHydrogenated oil หรือ Partially Hydrogenated oil

ไขมันชนิด Trans fats นี้เป็นอันตรายกับร่างกายเป็นที่สุดเพราะเป็นไขมันที่เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่จากธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เนยแท่ง มาร์การีน หรือเนยถั่วพีนัทบัตเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นก็ดีอยู่หรอก ทำมาจากส่วนผสมธรรมชาติเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว

แต่ทราบมั้ยคะในกระบวนการทำอาหารสำเร็จรูปให้เป็นไขมันคงตัวมันถูกดึงเอาไขมันที่ร่างกายต้องการออกไปหมดแล้ว และถูกอัดด้วยโมเลกุลของไฮโดรเจนเพื่อให้แข็งตัวเป็นก้อน กระบวนการนี้แหละที่ทำให้ไขมันไม่อิ่มตัวกลับกลายเป็นไขมันอิ่มตัวอย่างเต็มขั้นและเต็มไปด้วยอันตรายกับสุขภาพ

อาหารสำเร็จรูปแทบทุกชนิดล้วนแล้วแต่มี Trans fats เป็นส่วนประกอบสำคัญ สินค้าบางชนิดก็ระบุอย่างชัดเจนตรงไปตรงมากับผู้บริโภคในขณะที่บางชนิดก็เล่นเกมซ่อนแอบอย่างแยบยล ผู้บริโภคต้องอ่านฉลากและเลือกซื้ออย่างฉลาดนะคะ อย่างเช่นหลังจากอ่านฉลากเนยถั่วพีนัทบัตเตอร์แล้วว่าไม่มี Trans fats ก็ควรจะดูเนื้อของเนยถั่วด้วยนะคะว่ามีลักษณะเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ ไม่แข็งตัว อาจแยกชั้นกับเนื้อถั่วก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าเสียแต่คอนเฟิร์มว่าไม่มี Trans fats เป็นส่วนประกอบค่ะ อ้อ ที่สำคัญกลิ่นต้องหอมไม่เหม็นหืนด้วยนะคะ.

 

ขอบคุณข้อมูลจาก “ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น

 

ใหม่! น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น ปราศจากสารเคมีและความร้อนในการสกัด ทำให้สารอาหารที่สำคัญคงอยู่อย่างครบถ้วน ผลิตจากธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย คนรักสุขภาพหรือห่วงสุขภาพของคนที่คุณรักไม่ควรพลาด

ประกอบไปด้วยกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเช่น โอเลอิค แอซิด, ไลโนเลอิค เอซิด วิตามินอีจากธรรมชาติ และแกมม่าโอลิไซนอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน ปัญหาคอลเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินปกติ

ส่วนสาวๆที่ห่วงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้ผลดีกว่า Vitamin E ถึง 6 เท่า ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความหมองคล้ำของผิวและความเสื่อมของผิวพรรณเรา

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Image Tree Gamma1 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็น
- ลดปัญหาของกรดไขมันอิ่มตัวส่วนเกินในร่างกาย
- ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
- บำรุงร่างกายและบำรุงสมอง
- ชะลอและลดปัญหาการเกิดโรคมะเร็ง
- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
- ช่วยเสริมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- บำรุงดวงตาและสายตา
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ช่วยให้พักผ่อนนอนหลับสนิท ลดความเครียด

ได้รับการรับรองจาก อย. 11-1-10249-1-0147

INBOX มาได้เลยจ้า ส่งฟรี ems ทั่วไทย —>https://www.facebook.com/messages/imagetreethailand

วัยชราเสี่ยงฤดูหนาว แนะรับมือป้องกันโรค

วัยชราเสี่ยงฤดูหนาว แนะรับมือป้องกันโรค

 

ช่วงฤดูหนาว ซึ่งทั่วประเทศของไทยอากาศค่อนข้างจะหนาวเย็นกว่าทุกปี

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า อุณหภูมิที่ลดลงต่อเนื่องช่วงฤดูหนาวนี้ ประกอบกับมีลมพัดแรง ทำให้อากาศหนาวเย็นลงมาก จึงขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุ เพราะอุณหภูมิของอากาศที่หนาวเย็นจะส่งผลต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชน หรือสถานที่แออัด

 

นอกจากนั้นยังพบปัญหาเรื่องผิวหนัง เนื่องจากผู้สูงอายุมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จึงมีแนวโน้มที่ผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ควรทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง

สำหรับผู้สูงอายุบางราย ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากการรับประทานอาหารดังกล่าวจะทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังพบปัญหาโรคปวดข้อ ซึ่งอากาศหนาวจะกระตุ้นให้โรคข้ออักเสบ เช่น โรคเกาต์ มีอาการรุนแรงขึ้นได้ จึงควรรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายอยู่เสมอ

 

ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ดังนี้

ควรเลือกรับประทานอาหารที่ให้ความอบอุ่นร่างกาย แต่ให้ปริมาณไขมันที่ไม่สูงเกินไป ได้แก่ อาหารประเภทที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา สัตว์ปีก และเนื้อไม่ติดมัน เพราะร่างกายสามารถย่อยได้ง่าย

นอกจากนี้ควรรับประทานผลไม้สด เช่น กล้วยน้ำว้า ส้ม มะละกอ ฝรั่ง แก้วมังกร แอปเปิ้ล มากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะจะให้เส้นใยอาหารมากกว่า และธัญพืชที่มีกากใยอาหารสูง ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู

สมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง พริก พริกไทย กระเทียม เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่มีรสจัดช่วยทำให้เลือดมีการไหลเวียนดีขึ้น

ที่สำคัญผู้สูงอายุควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ดื่มน้ำอุ่น วันละ 6-8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงขึ้นไป

ในช่วงเวลากลางคืนต้องห่มผ้าเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว เมื่อรู้สึกว่าตนเองมีความผิดปกติของร่างกาย นอกจากนี้การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด การให้ความรักของคนในครอบครัว บุตรหลาน จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย

 

 

ขอบคุณ ข่าวสดออนไลน์

 

 

5 วิธีดูแลตัวเองของคนนอนดึก

5 วิธีดูแลตัวเองของคนนอนดึก

ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

หลายคนที่นอนดึกเป็นประจำอาจจะตั้งกฎกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะนอนให้เร็วขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ถ้าทำไมได้ล่ะ เราจะทำอย่างไรดี ปล่อยเลยตามเลยคงไม่ดีแน่

อันที่จริงแล้ว การนอนดึกไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน เพราะการนอนของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับการชาร์จแบตฯ ให้ร่างกาย (ก็แหม…โทรศัพท์ยังต้องชาร์จไฟและคนเราจะไม่ชาร์จไฟให้ร่างกายบ้างเลยเหรอ) เราเลยมีวิธีการดูแลตัวเองสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับคนที่ต้องนอนดึกเป็นประจำมาฝากกัน

1. ง่วงก็นอนเลย

ทันทีที่ร่างกายรู้สึกง่วง แต่อยากจะเล่นเฟซต่อ ขอร้องว่าอย่าฝืน แนะนำว่าให้นอนเลย ที่สำคัญควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพราะเป็นจำนวนเวลาที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างพอเหมาะ

2. ออกกำลังกายเล็ก ๆ เมื่อตื่น

บางคนตื่นปุ๊บหยิบมือถือมาเช็กเฟซบุ๊กก่อนเลย ใจเย็น ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ กันก่อนไหม เหมือนวอร์มอัพร่างกายให้ตื่นตัว แต่อย่าถึงขั้นวิ่ง 100 เมตร หรือฟิตเนสจริงจัง แค่ลุกนั่งหรือวิดพื้นนิดหน่อยเป็นพอ แล้ววันนั้นทั้งวันคุณจะสดชื่นกว่าที่เคย

3. กินอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งนอนดึกยิ่งทำให้สมองล้า เรายิ่งต้องกินอาหารที่บำรุงสมอง อย่างอาหารที่มีโคลีน (Choline) ช่วยป้องกันความจำเสื่อม พบได้ง่ายในถั่วเหลือง ไข่แดง และเนื้อสีขาว เช่น เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ และไข่ขาว ซึ่งช่วยสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนที่นอนดึก ส่วนไข่แดงมีไบโอติน (Biotin) ที่ช่วยบำรุงสมอง และกาบ้า (GABA) ที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีอยู่ในข้าวกล้องงอกและธัญพืช รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ตื่นตัว ที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพราะการนอนดึกทำให้สมองขาดน้ำ ซึ่งสมองเป็นส่วนที่้ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงมากที่สุด

4. งดการแฟ

สมมติว่างานไม่เสร็จ อย่าแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟ แต่ให้ดื่มดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้แทน เพราะในโกโก้มี “ฟลาโวนอยด์” (Flavoniod) สารช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองด้ดี และไม่มีคาเฟอีน

5. กินวิตามินแก้เครียด

ยามเราอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) จะทำงานไม่ปกติ ทำให้เกิดความเครียดแบบลึก ๆ ต่อให้เป็นคนตลกแค่ไหน แต่ร่างกายมันก็เครียด จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและวิตามินซี ถ้าตื่นเช้ามากินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ได้ทุกวันยิ่งดี

ทั้ง 5 วิธีนี้คือการดูแลตัวเองง่าย ๆ ถ้าจำเป็นต้องนอนดึกจริง ๆ ทางที่ดีคือเราควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย และลดความเสื่อมของร่างกายจะได้แข็งแรงไปนาน

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com

 

ผิวขาว

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

วิธีเอาตัวรอดจากไขมันส่วนเกินในงานเลี้ยง
กินเพิ่มความสวย

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

การได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวหรือเพื่อนๆ อาจทำให้คุณมีความสุขกับการกิน จนเผลอกินเข้าไปตั้งเยอะ แถมยังกินไม่หยุดติดต่อกันเป็นชั่วโมงอีก แม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าจะกินน้อยๆ แต่ก็อดใจไว้ไม่ได้ เรามีตัวอย่างเล็กน้อยให้คุณรับมือสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยของกินยั่วใจ ที่มาพร้อมบรรยากาศแห่งความสุขโดยไม่ทรมานจนหมดสนุกในช่วงเทศกาลนี้กัน

1. “อยู่ให้ห่างจากโต๊ะอาหาร” หากคุณพาตัวเองไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ โต๊ะอาหาร ไลน์บุฟเฟต์ โอเพ่นบาร์ ที่เต็มไปด้วยอาหารเรียงแถวกันมาเสิร์ฟ คงอดใจไม่ไหว คว้าของอร่อยเข้าปากทั้งคืนแน่ ดังนั้น…เดินผ่านไปโดยไม่หันกลับไปมอง “อยู่ให้ห่างเป็นดีที่สุด” เพราะคุณไม่มีทางกินอะไรแบบไม่มีเหตุผลแน่ ถ้าต้องเดินตั้งไกลเพื่อไปตักอาหารจากอีกมุมห้อง แต่ถ้ามีอาหารมากมายมาวางเรียงรายให้คุณเลือกอยู่ตรงหน้าแล้ว อย่าตักบ่อยและเลือกเฉพาะของที่อยากกินเท่านั้น

2. จงให้อาหารบุฟเฟต์เป็นตัวเลือกสุดท้ายเวลาเลือกร้านอาหาร แต่หากเลี่ยงไม่ได้ จำเคล็ดลับของคนที่กินบุฟเฟต์แต่น้ำหนักไม่ขึ้นไว้ให้มั่น “1. เลือกใช้จานเล็ก 2. นั่งหันหลังให้เคาเตอร์วางอาหาร 3. ใช้ตะเกียบแทนส้อมในการกิน และวางผ้าเช็ดปากไว้ที่ตัก (จะได้ไม่ต้องลุกบ่อยๆ)

3. “ช่างเลือกสักหน่อย” ออร์เดิร์ฟหรืออาหาร อาจถูกยกมาเสิร์ฟในภาชนะเล็กๆ แต่เชื่อเถอะมันจะวนมาหาคุณบ่อยๆ และเร็วมาก หากคุณกินอาหารแบบเดิมสัก 4-5 จานหรือมากกว่านั้น ปริมาณอาหารที่คุณกินจะเทียบเท่าอาหารจานใหญ่หนึ่ง หรือหลายจานเลยทีเดียว ถ้าอยากหลีกเลี่ยงการบริโภค 2,000 แคลอรี ‘แนะนำให้จำกัดปริมาณจานโปรดเพียง 3 ครั้งเท่านั้น’

4. “จิบทีละนิด” สิ่งที่คุณต้องระลึกไว้เสมอคือ ‘ต้องควบคุมปริมาณแคลอรีและแอลกอฮอล์’ เราแนะนำน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไปนัก แต่ถ้าคุณเป็นนักดื่มและใจไม่แข็งพอ เรามีทางเลือกให้ดังนี้

-วอดก้า จิน หรือรัม ผสมกับไดเอตโซดาและมะนาว ให้พลังงานเพียง 100 แคลอรี

-แชมเปญ ให้พลังงานเพียง 80-120 แคลอรี และคุณสามารถเลือกจิบมากกว่าซดจนหมดแก้ว

-ไลต์เบียร์หรือไวน์ ให้พลังงานไม่เกิน 150 แคลอรีต่อการบริโภค 1 ครั้ง และอย่าลืมบอกให้บาร์เทนเดอร์ให้รินเพียงครึ่งหนึ่งของการเสิร์ฟแต่ละครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก Women’s Health

 

2bslym_banner_250x250

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

ระวัง! ยาทาให้ผิวขาว อันตราย-ขาลาย
ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

อย.เตือนภัยครีมผิวขาว หลังพบวัยรุ่นเพชรบุรีมีผลข้างเคียงเกิดจ้ำเลือดจนน่องลาย พบทั้ง สเตียรอยด์และสารต้องห้ามเพียบ บางชนิดมีส่วนผสมยาอันตราย ใช้แล้วแพ้ผื่นคัน เผยพบในครีมกระปุกแบ่งขาย ผสมเอง และบนฉลากภาษาจีนที่วางขายตามตลาดนัด ร้านเสริมสวยและอินเตอร์เน็ต กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นขนาดผิวคล้ำแต่เกิดยังซื้อใช้ หวังให้ผิวขาวมีออร่า

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้วัยรุ่นและนักศึกษาไทยมีค่านิยมอยากมีผิวขาวใสหรือที่เรียกว่าผิวมีออร่า จนทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำให้ผิวขาวได้รับความนิยม มีการโฆษณา ชวนเชื่อและจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต หรือบอกปากต่อปากในกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ทำให้อยากลองใช้แม้ตัวเองจะมีผิวคล้ำมาแต่กำเนิดก็ตาม ซึ่งเกิดความเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงจากเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน

นายประพนธ์กล่าวว่า จากการสำรวจท้องตลาดขณะนี้พบผลิตภัณฑ์ใหม่กำลังได้รับความนิยม เช่น ครีมกระปุกหรือครีมที่ขายเป็นกิโลกรัมและแบ่งขายเป็นกระปุกหรือเป็นขวดที่ไม่มีฉลาก โดยจ.เพชรบุรีได้รับรายงานว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-18 ปี มีอาการแพ้ ผิวหนังมีผื่นคันและแตกเป็นลายที่บริเวณขา ซึ่งเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง นักเรียนให้ข้อมูลว่าส่วนใหญ่ซื้อครีมจากร้านค้าแผงลอยในตลาดนัด รองลงมาคือร้านจำหน่ายเครื่องสำอางที่น่าเชื่อถือ ร้านเสริมสวย ร้านชำทั่วไป สั่งซื้อจากอินเตอร์เน็ต และซื้อจากเพื่อนและญาติ โดยกลุ่มวัยรุ่นใช้ครีมดังกล่าวทาผิววันละ 2-3 ครั้ง นาน 6 เดือนถึง 2 ปี จนเกิดอาการที่กล่าวมาข้างต้น

น.ส.จารุวรรณ ลิ้มสัจจะสกุล ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม กล่าวว่า ทางศูนย์และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ติดตามคุ้มครองผู้บริโภคมากว่า 1 ปี โดยเก็บตัวอย่างครีม โลชั่นทาผิว 11 ตัวอย่างที่วางขายในจ.เพชรบุรี ประกอบด้วยครีม 4 ประเภท ได้แก่ 1.ครีมผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่ไม่มีฉลาก 2.ครีมที่ผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่มีฉลากแต่ไม่ได้จดแจ้ง 3.ครีมที่มีฉลากภาษาจีน และ 4.ครีมที่มีฉลากภาษาจีนซึ่งเป็นยาใช้ภายนอก ผลตรวจวิเคราะห์พบสารสเตียรอยด์ชนิดโคลเบทาซอล โพรพิโอเนต (Clobetasol propionate) ในครีมทั้ง 11 ตัวอย่าง ปริมาณ 8.0-449.8 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สูงมาก นอกจากนี้ยังตรวจพบสารคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ซึ่งจัดเป็นยาในทุกตัวอย่าง และบางตัวอย่างตรวจพบการใส่วัตถุกันเสีย 2 ชนิด คือ เมทิลพาราเบน (Methylparaben) และโพรพิลพราราเบน (Propylparaben) ด้วย

น.ส.จารุวรรณกล่าวว่า สารโคลเบทาซอล โพรพิโอเนต เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง สารดังกล่าวเป็นยาสเตียรอยด์ใช้ทาภายนอกร่างกายที่มีความแรงสูงสุด ใช้รักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังที่ดื้อยาสเตียรอยด์ชนิดรุนแรงปานกลาง หรือใช้ในบริเวณผิวหนังที่หนา เช่น ขาหรือส้นเท้า สารชนิดนี้เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้ผิวหนังบางลง เกิดจ้ำเลือดง่าย หรือมีรอยแตกที่ผิวหนัง เป็นต้น เบื้องต้นพบว่าครีมดังกล่าวมาจากประเทศจีน มักขายตามแนวชายแดน มีฉลากภาษาจีนเป็นยาใช้ภายนอก ข้างกล่องจะมีตัวย่อ OTC (Over the Counter drug) หมายถึงกลุ่มยาที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อใช้ได้เองจากร้านขายยาและร้านค้าทั่วไปในประเทศจีน แต่ในไทยจัดเป็นยาอันตราย ต้องซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรแผนปัจจุบันประจำอยู่เท่านั้น

น.ส.จารุวรรณกล่าวว่า ปี 2557 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม ร่วมกับกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม และสุพรรณบุรี เฝ้าระวังการใช้เครื่องสำอางอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเพื่อกวาดล้างเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานจากท้องตลาด เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ จากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมสารอันตรายหรือสารต้องห้ามเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ผู้ประกอบการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางจะต้องไปจดแจ้งกับ อย. ก่อนวางขายในท้องตลาด เมื่อจดแจ้งแล้วผลิตภัณฑ์นั้นจะได้เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก โดยจะต้องแสดงเลขที่ใบรับแจ้งดังกล่าวไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ก่อนตัดสินใจซื้อจากเว็บไซต์www.fda.moph.go.th หรือจาก Oryor Smart Application หรือสอบถามที่ อย. โทร.0-2590-7441 หรือ 0-2590-7273-4

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 7 ว่าด้วยการกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ปรับปรุงจากประกาศฉบับเดิมให้มีความทันสมัยตามข้อเสนอของคณะกรรมการควบคุมเครื่องสำอาง และเพื่อการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งรมว.สาธารณสุขลงนามแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2556 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2556 มีผลบังคับใช้หลังจากครบ 180 วันนับตั้งแต่วันที่ลงในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 15 มี.ค.2557 เป็นต้นไป

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

 

ผิวขาว

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

น้ำเชอรี่ทำให้นอนหลับ
ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

ใครก็ตามที่ดื่มน้ำเชอรี่วันละ 2 แก้วจะช่วยลดอาการง่วงนอนในเวลากลางวันลง และสามารถนอนหลับสนิทได้ยาวนานขึ้น 39 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการนอนหลับตามปกติ
นักวิจัยพบว่า เชอรี่พันธุ์มอนต์โมเรนซี ที่มีความเปรี้ยวมากกว่าเชอรี่ปกติ จะช่วยเพิ่มสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญต่อการนอนหลับในร่างกายมากขึ้นกว่าเดิม
อาสาสมัครทั้งหมด 20 คน ได้รับน้ำเชอรี่วันละ 30 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้อื่นๆ ครึ่งไพนท์ เมื่อตื่นนอนและก่อนเข้านอน เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 7 วัน
คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทฮัมเบรีย ตีพิมพ์ข้อค้นพบนี้ลงในวารสาร “European Journal of Nutrition” โดยทำการวิจัยพฤติกรรมการนอนหลับของอาสาสมัครด้วยเครื่องวัดการนอนหลับ
พวกเขาพบว่า ผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้รับน้ำเชอรี่อย่างน้อยวันละ 2 แก้ว จะนอนหลับสนิทได้นานขึ้น และมีอาการง่วงในเวลากลางวันลดลง พัฒนาสัดส่วนการนอนอย่างมีสุขภาพขึ้น 6% จากปกติ
เจสัน เอลลิส ผู้วิจัยเผยว่า เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ร่างกายจะผลิตสารเมลาโทนินเพื่อช่วยให้เรานอนหลับ และน้ำเชอรี่จะช่วยเพิ่มสารตัวนี้ เพื่อช่วยให้นาฬิกาของร่ายกายเราทำงานได้ดีขึ้น
เขากล่าวว่า น้ำเชอรี่จะช่วยผู้ที่มีอาการเจ็ตแล็ก หรือเพิ่งทำงานกะดึกเสร็จ สามารถปรับตัวเข้ากับเวลาของร่างกายตามธรรมชาติได้ดีขึ้น

 

ข้อมูลจาก : MCOT NEWS

 

Gluta_banner125x125

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

 

วิธีง่ายๆในการดูแลเล็บ
ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

 

การดูแลเล็บ

การทำให้เล็บสวยขึ้นและสุขภาพ เล็บดี มีขั้นตอนข้างล่างนี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์ที่สาวๆ สามารถจัดการดูแลเองได้ เรามาดูกันว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

1. การที่จะมีเล็บสวยได้ เล็บจะต้องแข็งแรงเสียก่อน นั่นคือต้องดูแลให้เล็บได้รับสารอาหารที่ครบครันเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ, แร่ธาตุที่ครบถ้วน และสารอาหารที่เป็นโภชนาการที่ดีทั้งปวง

2. จัดการล้างทำความสะอาดเล็บ โดยการเช็ดน้ำยาทาเล็บ น้ำยาเคลือบเล็บออกก่อน ใช้สำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำยาล้างเล็บ แล้วแปะลงบนเล็บทิ้งไว้สักสองสามวินาทีเพื่อทำให้น้ำยาทาเล็บอ่อนตัวลง จากนั้นก็ถูสำลีจากโคนไปทางปลายเล็บ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะอาด

3. ตัดแต่งเล็บด้วยกรรไกรและตะไบแต่งเล็บ (บางทีเป็นคล้ายๆ กระดาษทราย) ฝนเล็บจากส่วนมุมไปยังตรงกลางทางเดียว อย่าถูกลับไปกลับมาเพราะจะทำให้เกิดสันขอบคมได้ หรือบางทีถึงกับเล็บแตกเลยก็ได้

4. ล้างมือและเล็บด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ สักสองสามนาทีเพื่อทำความสะอาดเศษผงเล็บและสิ่งสกปรกอื่นๆ แล้วทำความสะอาดด้านล่างของปลายเล็บด้วยไม้ปลายแหลม (อย่าให้แหลมมากนะคะ เดี๋ยวจะบาดได้ ประมาณไม้จิ้มฟันเล็กๆ ที่ปลายทู่ๆ หน่อยกำลังดี) หรือถ้าใช้ไม้พิเศษสำหรับการนี้ก็จะดีมากค่ะ

5. อย่าร่น ดัน ตัด ส่วนของผิวหนังที่งอกจากนิ้วมาปกคลุมที่ฐานของเล็บ (ส่วนนี้เรียกว่า Cuticles) ให้ปล่อยไว้อย่างนั้นจะดีกว่า การไปตัดหรือดันหนังส่วนนี้กลับเข้าไป เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อเล็บได้ง่ายขึ้น

6. จัดการทาน้ำยาเคลือบเล็บให้เรียบร้อย สาวๆ ไม่ต้องไปพยายามทาน้ำยาพวกนี้หลายตัวหลายชั้นหรอกค่ะ เพราะว่าหน้าที่มันก็เหมือนๆ กัน ไม่ได้ทำอะไรต่างกันนักหนา หลังจากที่ทาน้ำยาเคลือบชั้นแรกแล้ว ก็จัดการทายาทาเล็บสีที่ชอบใจได้แล้วปล่อยให้แห้ง สาวๆ อาจจะทาน้ำยาเคลือบชนิดใสที่ชั้นบนสุดอีกสักรอบก็ได้ เป็นการทำให้เล็บแข็งแรงขึ้นอีกเล็กน้อยได้
7. ขั้นตอนสุดท้ายคือทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อทำให้ทั้งมือ เล็บ และหนังส่วนที่งอกจากนิ้วมาคลุมฐานเล็บ (Cuticles) เพื่อป้องกันเล็บแตกค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการดูแลเล็บ อาจจะดูว่ามีขั้นตอนมากมาย แต่หากสาวๆ ได้ทำเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์อย่างที่แนะนำแล้ว การดูแลเล็บจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติไม่ได้จุกจิกอะไรมากนัก และที่สำคัญจะทำให้สาวๆ มีสุขภาพ เล็บที่ดี เล็บไม่เจ็บป่วย เล็บไม่ติดเชื้อ ที่สำคัญก็คือมีเล็บที่สวยงามด้วยล่ะค่ะ

ที่มา…Womanandkid

ผิวขาว

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

ดอกไม้.. ก็ช่วยบำบัดสุขภาพของเราได้
ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

ดอกไม้โปรดของหลาย ๆ คน นอกจากสวยแล้ว เป็นตัวช่วยให้สุขภาพดีได้อีกด้วย

1. แดง ขาว ชมพู… ดอกกุหลาบ

แม้จะมีหนามแหลม แต่ก็หลากสีสดใส ทั้ง แดง ขาว ชมพู เหลือง ฯลฯ ที่สร้างความสดใสให้กับเราได้ไม่รู้เบื่อ นอกจากนี้ กลิ่นหอมของกุหลาบ นอกจากจะช่วยสร้างความสดชื่นแล้ว ยังช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนผู้หญิง เพราะกลิ่นกุหลาบมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง มักพบในครีมบำรุงผิวลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวกระชับ เต่งตึง ซึ่งทำให้เส้นเลือดแข็งแรง

2. ขาว… ดอกมะลิ

ดอกไม้สีขาวให้ความรู้สึกสงบ สบายใจ กลิ่นหอมเย็นช่วยต้านอาการซึมเศร้า ทำให้จิตใจเบิกบาน นอกจากนี้ มะลิยังใช้ในการทำน้ำหอม ด้วยกลิ่นหอมเย็น ๆ เย้ายวนใจ นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับคนผิวแห้ง

3. แดง ชมพู… ดอกเจอราเนียม

สีแดง ชมพู ช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่น น่าทะนุถนอม น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากกลิ่นเจอราเนียมมีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสุขุมเยือกเย็น และเป็นส่วนสำคัญที่พบในสบู่ ครีม และน้ำหอม เจอราเนียมเหมาะกับผิวทุกประเภท

4. ม่วง… ดอกลาเวนเดอร์

สีม่วงที่ดูไม่เศร้าหมอง แต่กลับให้ความรู้สึกสบาย โรแมนติกนิด ๆ กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ ช่วยให้จิตใจสุขุมเยือกเย็น มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด และบรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยให้หลับสบาย นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ความงาม ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ ใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบ และใช้เป็นยารักษาสิวได้

5. เหลืองทอง.. ดอกดาวเรือง

สีเหลืองอร่ามมองดูแล้วจะทำให้ความเครียดลดลง สารสกัดจากดอกดาวเรือง (คาเลนดูล่า) ช่วยแก้ปัญหาผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ แผลเป็น และผิวหนังแห้งแตก กลีบดอกดาวเรืองใช้ทำยาล้างตา กลิ่นหอมฉุนช่วยให้บ้านสดชื่น ต่อสู้กับพลังงานจากคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและมลพิษทางเสียง

6. เหลืองอ่อน… ดอกกระดังงา

กลีบดอกดูละมุนละไม น่ารัก สีเหลืองอ่อนชวนมอง กลิ่นช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่สำคัญที่สุด ทำให้มีความสุข จิตใจสงบ อารมณ์ไม่แปรปรวน คลายความเมื่อยล้า สมองทำงานอย่างเป็นระบบ ป้องกันโรคไมเกรนและโรคเครียดได้

เพียงรู้จักเลือกใช้ สีสวยและกลิ่นหอมของดอกไม้ก็จะช่วยให้คุณสาว ๆ ทั้งหลายผ่อนคลายพร้อมกับสุขภาพดี ทั้งสวยและดีแบบนี้จะอดใจไม่หลงรักได้ยังไงกันล่ะ

 

ที่มา…Modern Mom

 

ลดน้ำหนัก

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

‘รูขุมขนกว้าง’ จัดการได้…ไม่ทำให้ชีวิตสะดุด
ขอบคุณรูปภาพจาก besskincare.com

ขอบคุณรูปภาพจาก besskincare.com

 

เชื่อได้ว่ามีหนุ่มสาวไม่น้อย ที่กำลังมีปัญหาเรื่องรูขุมขน เพราะรูขุมขนเล็กๆ บนผิวหน้า หรือที่เรียกว่า ’รูขุมขนกว้าง’ นี้เอง ที่ทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ เกิดสิวเสี้ยน และมีโอกาสขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนการแต่งหน้าแบบธรรมดาไม่สามารถช่วยอำพรางผิวให้เรียบเนียนได้ สร้างความหนักใจให้ผิวได้ไม่น้อยเลย Beauty Tricks & tips จึงมีวิธีหลีกเลี่ยงและชะลอการเกิดรูขุมขนกว้างมาแนะนำสาวๆ ก่อนช่วงเทศกาลปาร์ตี้ในหนาวนี้มาแบ่งปันเพื่อนๆ กันค่ะ

1.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เป็นศัตรูตัวร้ายที่เร่งความชรา และปัญหาผิวให้ปรากฏก่อนวัยได้อย่างชัดเจน เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวขาดน้ำ ส่งผลให้รูขุมขนเปิดกว้าง ผิวดูหยาบ แห้งกร้าน และเกิดการคั่งบวมภายใต้ผิว โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยการดื่มน้ำสะอาดให้มากระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยคืนแร่ธาตุที่ร่างกายสูญเสียจากการดื่มแอลกอฮอล์ และเจือจางพิษของเครื่องดื่มที่ดื่มเข้าไปให้น้อยลง รวมทั้งยังช่วยให้อาการอ่อนเพลียหลังการดื่มฟื้นตัวเร็วยิ่งขึ้น

2.อาหารรสจัด
เป็นรสชาติที่คนเอเชียโปรดปราน เพราะนอกจากความเผ็ดร้อนที่ช่วยทำให้อาหารอร่อยแล้ว อาหารที่มีรสจัดยังมีส่วนกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียน และยังไปกระตุ้นต่อมน้ำมันให้ทำงานมากเกินปกติอีกด้วย ส่งผลให้รูขุมขนขยายกว้าง ชั้นผิวสะสมตัวหนา หม่นหมอง และตามมาซึ่งปัญหาสิวนานัปการ รู้เช่นนี้แล้ว คนที่ชอบรสจัดทั้งหลายควรลดความจัดจ้านของอาหารที่ทานอยู่ให้น้อยลง เพื่อให้ผิวอยู่ในภาวะสมดุลไม่ทำงานมากเกินไป

3.ภัยจากรังสียูวี
แสงแดดจะมีวิตามินในช่วง 8.00 -10.00 น. และเป็นภัยต่อผิวตั้งแต่ 11.00 -15.00 น.เพราะเป็นช่วงที่รังสียูวีเข้มข้นรุนแรงที่สุด สามารถทำร้ายผิวได้ลึกสุดถึงระดับคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไหม้เกรียม ผิวหย่อนคล้อย รูขุมขนถูกดึงให้กว้างตามแรงโน้มถ่วงของผิวที่สูญเสียความกระชับแน่น จึงทำให้รูขุมขนกว้างด้วยสาเหตุนี้ จึงต้องจัดการด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ UV +++ ให้ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และควรเติมครีมกันแดดทุก 2 ชม.เพื่อรักษาระดับการปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

4.ภาวะผิวขาดน้ำ
ผิวของเรานั้น มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยผิวสามารถสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงได้จากภาวะแวดล้อมทั่วไป อย่างการอยู่ในห้องปรับอากาศ การเดินทางโดยเครื่องบิน และวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ซึ่งทำให้ไม่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เมื่อผิวประสบภาวะขาดน้ำ รูขุมขนที่เคยอิ่มแน่นจะฟุบตัวแบนราบลง มองเห็นเป็นวงกว้างชัดเจนขึ้น เราจึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวไม่ขาดน้ำในทุกๆ วัน

Closes up…tips
การดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว มีเทคนิคง่ายๆ คือสูตร 2-3-3 หมายถึงดื่มน้ำอุ่น 2 แก้วทันทีที่ตื่นนอน เพื่อปลุกระบบร่างกาย จากนั้นดื่มให้ได้ 3 แก้ว ในระหว่างอาหารเช้าถึงเที่ยง และดื่มอีก 3 แก้ว ช่วงหลังอาหารเที่ยงจนถึงก่อนอาหารค่ำ การแบ่งช่วงดื่มน้ำเช่นนี้ จะช่วยให้ร่างกายรักษาระดับน้ำให้สมดุลได้ตลอดทั้งวัน ส่วนในช่วงอาหารค่ำนั้นหากกระหายน้ำ ให้ใช้วิธีจิบน้ำพอประมาณก็เพียงพอ เพราะการดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน จะส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท และตื่นมาตาบวมได้
ที่มาข้อมูล : http://www.hisoparty.com

 

Gluta_banner125x125

ผิวขาว

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

ตัวช่วยที่ต้องรู้จักเมื่อคอเลสเตอรอลพุ่งปรี๊ด

ตัวช่วยที่ต้องรู้จักเมื่อคอเลสเตอรอลพุ่งปรี๊ด

กินเพิ่มความสวย

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

เมื่อคอเลสเตอรอลพุ่งสูงเกินเกณฑ์แต่ยังไม่อยากกินยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น นพ. ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุทร จาก Life Center ร.พ. สมิติเวช สุขุมวิท จะพาเราไปรู้จัก

Fiber

เส้นใยอาหารช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายได้ควรเลือกแบบที่สกัดจากแอปเปิ้ล (Pectin) เนื่องจากมีสารกลูโคมานแนน (Glucomannan) ซึ่งจะลดการดูดซึมของน้ำตาลและคอเลสเตอรอลได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด อย่างไรก็ตาม ปกติเรามักจะได้รับเส้นใยอาหารจากอาหารที่กินอยู่แล้ว โดยหากกินเมล็ดธัญพืชได้วันละ 1-2 ถ้วย ผักวันละ 5 ทัพพี หรือผลไม้ใยอาหารสูงอย่างแอปเปิ้ล ฝรั่ง ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริม
Note! ใยอาหารหรือไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องมีลักษณะเป็นเส้นๆ สัมผัสได้เสมอไป เพราะใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ก็มีอยู่ ดังนั้น อย่าแปลกใจที่คุณดื่มเครื่องดื่มผสมใยอาหาร แต่ไม่รู้สึกถึงเส้นใยเลยแม้แต่น้อย

Red Yeast Rice

ผงสีแดงๆ ที่เรียกว่า “เรดยีสต์ไรซ์” เป็นสารธรรมชาติที่ได้มาจากการนำเม็ดข้าวไปหมักกับยีสต์ชนิดหนึ่งแล้วทำให้แห้ง จากนั้น จึงนำไปบดเป็นผง มีการพิสูจน์ทางการแพทย์พบว่า ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้ดีพอๆ กับยาลดไขมัน เนื่องจากมีสาร Monacolin K ซึ่งจะเข้าจับกับเอนไซม์ที่ทำการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในร่างกาย เมื่อเอนไซม์ทำงานไม่ได้ คอเลสเตอรอลจึงลดลงนั่นเอง
The Background! เหตุผลที่ทำให้คนจีนมักไม่ค่อยมีความผิดปกติของไขมันในเลือด ทั้งๆ ที่อาหารจีนส่วนใหญ่นั้นมันก็เป็นเพราะใช้เรดยีสต์ไรซ์ หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า Hong Qu เป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น เป็ดปักกิ่ง หมูหัน นั่นเอง

Policosanol

สารออคทาโคซานอลที่มีอยู่ในโพลิโคซานอลซึ่งสกัดมาจากไขเปลือกอ้อยนี้มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปสร้างคอเลสเตอรอลมีรายงานว่า โพลิโคซานอล 10-20 มิลลิกรัม สามารถลดคอเลสเตอรอลรวมได้ 17-21% และลดคอเลส-เตอรอลชนิดเลวได้ถึง 20-30% เลยทีเดียว

Fish Oil/Krill Oil

น้ำมันปลาและน้ำมันกุ้งกริลล์เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งการศึกษาวิจัยมากมายคอนเฟิร์มว่าช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยจากการวิจัยเปรียบเทียบน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ สรรพคุณของน้ำมันกุ้งกริลล์ค่อนข้างจะดีกว่า เพียงวันละ 2 กรัม ประมาณ 3 เดือนก็เห็นผลการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดแต่หากหาซื้อน้ำมันกุ้งกริลล์ไม่ได้ น้ำมันปลาก็เป็นตัวเลือกที่ใช้แทนกันได้
ข้อควรระวัง! เวลาเลือกน้ำมันปลาควรเลือกจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และผ่านการตรวจสอบจากอย. FDA หรือองค์กรต่างๆ เนื่องจากอาจมีการตกค้างของโลหะหนักที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

Plant Stanol Ester

สารเสริมอาหารตัวนี้สกัดมาจากข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรซ์ และถั่วเหลือง เมื่อกินเข้าไปแล้ว โมเลกุลของแพลนต์สตานอลเอสเทอร์ จะไปจับกับคอเลสเตอรอล แล้วขับถ่ายออกไปทางอุจจาระ เป็นการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหารไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้ถึง 10-15% ภายในเวลา 2 สัปดาห์ โดยควรกินในขนาด 2 กรัมต่อวัน
Where to Find! สารสกัดแพลนต์สตานอลนี้แพร่หลายอยู่ในยุโรป ทั้งฟินแลนด์ อังกฤษ เยอรมนี ส่วนในเมืองไทยก็จะผสมอยู่ในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบางชนิด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก teenee.com

 

2bslym_banner_250x250

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

ฉีดฟิลเลอร์จมูกโด่ง เตือนระวังตาบอดถาวร

ฉีดฟิลเลอร์จมูกโด่ง เตือนระวังตาบอดถาวร

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมความงาม จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยรายงานล่าสุดว่า มีผู้ป่วยไปรับบริการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ เพื่อเสริมจมูกแล้วเกิดอาการตามองไม่เห็นเฉียบพลัน และแขนขาอ่อนแรง  ทั้งนี้สารเติมเต็มมีหลายชนิดแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.แบบชั่วคราว มีอายุใช้งาน 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2.แบบกึ่งถาวร มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ 3.แบบถาวร เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา แพทยสภามีประกาศห้ามใช้ฟิล เลอร์ชนิดถาวรอย่างเด็ดขาดไปแล้ว

การใช้ฟิลเลอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณใช้หลักการคือ ผิวหนัง ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือ ใยคอลลาเจน และ สารไฮยาลูโรนิก มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง เมื่อเข้าสู่วัยชรา พบว่าใยคอลลาเจน และสารอุ้มน้ำจะค่อยๆ ลดน้อยลง ผิวหนังจะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น

ฟิลเลอร์ จึงถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เพื่อแก้ไขปัญหา ริ้วรอย โดยการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น การแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เป็นต้น รวมทั้งนำมาฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่ม กว่าเดิม

สำหรับผลข้างเคียงที่ทำให้ตาบอดหรือแขนขาอ่อนแรง เกิดจากการที่ฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ต่อเนื่องไปเลี้ยงลูกตา อาจพลาดไปโดนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา ทำให้เกิดอาการเส้นเลือดตีบตันจนตาบอดถาวรได้

โดยการฉีดเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์ เป็นที่นิยมเพราะเห็นว่าทำง่าย ทั้งที่เสี่ยงอันตรายเพราะบริเวณจมูกมีแขนงหลอดเลือดจำนวนมาก ที่เชื่อมต่อกับระบบหลอดเลือดของประสาทตาและสมองโดยตรง จึงขอให้หลีกเลี่ยงการเสริมจมูกด้วยวิธีนี้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าความเสี่ยงตาบอด เพื่อแลกกับการทำให้จมูกโด่งเพียงชั่วคราว แม้แต่ฟิลเลอร์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองก็อาจเกิดตาบอดได้เช่นกัน

พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนัง ขอความร่วมมือกับแพทย์และผู้ที่อยากเสริมจมูก ควรทำด้วยวิธีอื่นที่ปลอดภัยมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์

สำหรับอันตราย เกิดได้จาก 3 ปัจจัย คือ 1.ตัวผู้ทำการฉีดต้องมีความรู้ ความชำนาญสูง และต้องเป็นแพทย์เท่านั้น 2.สารที่ใช้แม้ผ่านการรับรองจาก อย. ก็เกิดผลข้างเคียงได้ และ 3.ตัวผู้รับการฉีดเอง

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย โทร. 0-2716-6857 หรือ www.dst.or.th

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : khaosod.co.th

 

Gluta_banner125x125

 

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

กินผักผลไม้ ให้เป็นยา

กินผักผลไม้ ให้เป็นยา

friuts
หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส)

ผักที่มีหน้าตาแปลกเฉพาะตัว ลักษณะเป็นหน่อสีเขียวหรือสีขาว สีขาวนิยมรับประทานสด ๆ ส่วนสีเขียวนิยมนำไปประกอบอาหาร สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปี หาซื้อได้ง่าย กรอบอร่อย นำไปทำทำอาหารได้หลากหลาย

กินเป็นยา : ในหน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตอยู่มาก มีความจำเป็นต่อความสมบูรณ์ของทารกสำหรับคุณแม่ครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของกำมะถันเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีตัวหนึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคขัดเบา และยังใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาติซึม และบรรเทาอาการปวดฟันได้ด้วย

อะโวคาโด

ผลไม้จากถิ่นอเมริกา เม็กซิโก กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสอินดีส ที่หาได้ง่ายในบ้านเรา แต่ไม่ค่อยนิยมกินกันมากนัก เนื่องจากมีรสชาติและกลิ่นสู้ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ประโยชน์ของอะโวคาโดนั้น เรียกว่ามากมายจนต้องหันกลับมารักกันเลยทีเดียว

กินเป็นยา : มีวิตามินบีที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันไข้หวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอีซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทาง อากาศ น้ำ และอาหาร สามารถป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

บร็อกโคลี่

รสชาติหวาน กรอบ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย

กินเป็นยา : บรอกโคลีมีสารเบต้า-แคโรทีน ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายและยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง มีสารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นสารป้องกันโรคมะเร็ง และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคอัลไซเมอร์ได้ดี

กะหล่ำปลี

ผักรูปร่างกลมที่เกิดจากใบที่อัดแน่นจนมีลักษณะเป็นหัวน่ากิน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย หรือจะกินดิบ ๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะสีเขียว สีขาว หรือสีม่วง ก็มีประโยชน์มากมายทั้งสิ้น

กินเป็นยา : มีสารพิเศษเอสเมธิลเมโธโอนินที่สามารถรักษาโรคกะเพาะอาหาร และมีสารกอยโตรเจนที่ช่วยให้ร่างกายทำไอโอดีนไปใช้ช่วยป้องกันโรคคอหอยพอก นอกจากนั้นยังมีสารต้านมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

เกรปฟรุต

เติบโตอยู่ในผลไม้กระกูลส้ม เป็นญาติสนิทของส้มโอ แต่เนื้อของเกรปฟรุตมีสีแดง รสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ เหมาะสำหรับกินลังมื้อเช้าจะช่วยเพิ่มความสดชื่นก่อนไปทำงานได้ดี

กินเป็นยา : สารเพกตินที่มีอยู่ในเกรปฟรุต ซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนไปขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้สารพิษหรือโลหะหนักทำอันตรายต่อร่างกาย และยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน

กีวี

เป็นผลไม้ประเภทไม้เลื้อยเถา นิยมปลูกมากในประเทศนิวซีแลนด์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีถิ่นกำเนิดมาจาก ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในประเทศไทยมีการปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ ผลมีผิวสีน้ำตาล มีขน เนื้อสีเขียว รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม แถมยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย

กินเป็นยา : กีวีมีค่าดัชนี ไขมัน และแคลอรีในระดับต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว วิตมินซีในกีวียังช่วยให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ความอึดอัดในช่องท้อง ท้องผูก และเกิดความล่าช้าในการส่งถ่าย

ส้ม

ผลไม้ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี มีให้เลือกมากมายหลายสายพันธุ์ รสชาติหวานอร่อย กินง่าย ทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของวิตามินซี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ บี โพแทสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก และเบต้าแคโรทีน

กินเป็นยา : ในส้มมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ และเลือดจับตัวเป็นก้อน มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้แผลหายเร็วขึ้น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย ลดความเครียด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

พีช

คือชื่อเรียกตามภาษาอังกฤษ แต่บางคนอาจจะรู้จักมักจี่กันในชื่อจีนคือลูกท้อ มีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหอมหวาน

กินเป็นยา : ในพีชมีวิตามินเอและสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าคริบโตแซนทิน ป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย บำรุงหัวใจและกระเพาะอาหาร ยังมีเกลือแร่โรบอนที่เป็นตัวช่วยให้สมองของเรากระฉับกระเฉงและกระปรี้กระเปร่า มีพลังค่ะ

มะเขือเทศ

ผักสีแดงสด ที่มีประโยชน์มากกว่านำมามาส์กผิวหน้า สามารถนำมาใช้ปรุงอาหารได้หลายรูปแบบหรือแต่งเติมให้มื้ออาหารมีสีสันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังนำมาคั้นเป็นน้ำมะเขือเทศดื่ม หรือทำเป็นซอสมาปรุงรส อาหารก็ได้

กินเป็นยา : ไลโคปีนเป็นสารสำคัญที่พบได้ในผลมะเขือเทศ เป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งคอหอย มะเร็งช่องปาก มะเร็งเต้านม เป็นต้น

แอปเปิล

ผลไม้ที่มีรสชาติหอมหวาน มีให้เลือกกินถึง 4 สี คือสีแดง สีเขียว สีเหลือง และสีชมพู สามารถกินได้ทั้งเปลือก ซึ่งประโยชน์ของแอปเปิ้ลนั้นไม่ได้มีแต่ในเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ในเปลือกก็มีประโยชน์มากมายเช่นกัน

กินเป็นยา : ในเปลือกแอปเปิ้ลมีสารฟลาโนอยด์สูงมาก ซึ่งมีหน้าที่ในการล้างพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยป้องกันอนูมูลอิสระอีกด้วย ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้

องุ่น

เป็นผลของไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ผลมีรสหวานกินง่าย ในบ้านเรานิยมปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ ก็คือ พันธุ์ไวท์มะละกา ผลกลมมีสีเหลืองอมเขียวและผลยาว รสหวานแหลม และ พันธุ์คาร์ดินัล ผลกลมค่อนข้างใหญ่ มีสีแดงหรือม่วงชมพู รสหวาน กรอบ เปลือกบาง

กินเป็นยา : องุ่นมีสารอาหารที่สำคัญที่ดีคือน้ำตาลและสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี เหล็กและแคลเซียม มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และช่วยฟื้นกำลังคนที่ร่างกายผอมแห้ง แก่ก่อนวัยและไม่มีเรี่ยวแรง

หัวหอมใหญ่

พืชสวนครัวที่แค่ได้ยินชื่อน้ำตาก็ไหลแล้ว เพราะสารประกอบของซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ที่จะกระจายออกมาในอากาศเมื่อเราหั่นหัวหอม ทำให้ระคายเคืองตาจนร่างกายต้องผลิตน้ำตาเพื่อชะล้างออก แต่ถึงกระนั้นหัวหอมใหญ่ก็เป็นที่นิยมนำมากระกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

กินเป็นยา : หัวหอมใหญ่ช่วย ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ที่ช่วยลดการอุดตันไขมันในเส้นเลือด และทำหน้าที่ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้สารกำมะถันในหอมใหญ่ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และยังมีฤทธิ์ป้องกันโรคภูมิแพ้และหอบหืดอีกด้วย

ถั่วเหลือง

เมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งสะสมของไขมันและโปรตีนที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถั่วเหลืองมีมากมายหลายขนาดหลากหลายสีทั้งสีน้ำตาล สีฟ้า รวมถึงสีดำก็มี สามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย หมัก เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วงอก ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เป็นต้น

กินเป็นยา : ถูกกล่าวขานว่าเป็น “ราชาแห่งถั่ว” เพราะมีโปรตีน เลซิทิน และกรดแอมิโน รวมทั้งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี1 และบี2 วิตามินเอและอี ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง หากกินเป็นประจำช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

แอปริคอท

ผลมีสีส้มสวยสด ทำให้แอปริคอทได้ครองตำแหน่งนางงามในบรรดาผลไม้ ยิ่งสุกงอมเมื่อไหร่จะมีรสชาติหวานอร่อยกำลังดี แต่ถ้าผ่านกระบวนการความร้อนจนสุกได้ที่รสชาติก็จะเปลี่ยนจากหวานเป็นเปรี้ยวทันที ผู้ที่นินมนำแอปริคอทไปทำอาหารหรือทำเบเกอรี่จะรู้ดีว่าจะต้องใส่น้ำตาลให้มากกว่าเดิมเพื่อดับความเปรี้ยว ดังนั้นจึงควรระวังในเรื่องของความหวานด้วย

กินเป็นยา : แอปริคอตเป็นยาบำรุง ที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว สารเบต้าแคโรทีนในแอปริคอตจะช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตาจึงช่วยในการมองเห็นได้ดีขึ้น และสามารถป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินเอช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ทั้งยังช่วยในการย่อยอาหาร ต้านโรคหวัด ภาวะโลหิตจาง หากรับประทานแอปริคอตได้ในปริมาณ 25 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยรักษาปฏิกิริยาจากสารก่อภูมิแพ้รวมทั้งอาการอ่อนเพลียได้

มะละกอ
มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ สามารถกินได้ทั้งสุกและดิบ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด

กินเป็นยา : ผลมะละกอดิบมีวิตามินเอ และสารเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและช่วยต้านโรคมะเร็ง และมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินซี ช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคมะเร็ง โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์พาเพน ซึ่งสามารถนำมาเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

ลูกพรุน

ที่จริงแล้วก็คือลูกพลัม หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า ลูกไหน เมื่อนำมาตากแห้งก็จะเรียกในชื่อใหม่ว่าลูกพรุนนั่นเอง ซึ่งรู้จักในสรรพคุณเรื่องของกากใย

กินเป็นยา : ในลูกพรุนมีกากใยธรรมชาติ Dietary fiber จำนวนมากหลายชนิด ซึ่งเป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ กากใยอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลและปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกจำนวนมาก นอกจากนี้น้ำลูกพรุนยังเป็นอาหารที่วิตามินซี วิตามินอี แหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก ช่วยทำให้ร่างกายและสมองแก่ตัวช้าลง และมีอัตราการเกิดเป็นโรคมะเร็งน้อยลง มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง และทำให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น
ฟักทอง

จัดอยู่จำพวกผัก แต่ก็นิยมนำมาใช้ทำขนมหวาน ผิวตอนที่ยังเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะแล้วจะมีสีเขียวสลับเหลือง

กินเป็นยา : ในฟักทองมีกากใยสูง อุดมด้วยวิตามินเอและและมีกรดโปรไพโอนิค กรดนี้ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง ในเมล็ดฟักทองมีสารชื่อ คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี โดยเตรียมเมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตกละเอียดนำมาผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง

แตงโม

ผลไม้เนื้อฉ่ำน้ำ รสหวาน มีทั้งสีเขียวและสีเหลือง บางพันธุ์มีลวดลายบนเปลือก แบ่งออกได้หลายพันธุ์ เช่น แตงโมจินตหรา ผลยาว เปลือกเขียวเข้ม มีลาย เนื้อสีแดง แตงโมตอร์ปิโด ลูกรีกว่าพันธุ์จินตหรา แตงโมกินรี ผลกลม เนื้อแดง แตงโมน้ำผึ้ง ผลกลม เนื้อเหลือง แตงโมไดอานา เปลือกเหลือง เนื้อสีแดง แตงโมจิ๋ว ผลขนาดเท่ากำปั้น เนื้อเหลือง เป็นต้น นิยมกินเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้

กินเป็นยา : แตงโมเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ช่วยให้อารมณ์ดี เพราะมีโพแทสเซียม ที่จะช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิต ยังมีสารไลโคปีน ที่มีแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยบำรุงหัวใจ รวมถึงป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้จะช่วยลดอาการไข้ คอแห้ง บรรเทาแผลในปาก

ขอบคุณข้อมูลจาก Modernmom โดย คุณนายปลายจวัก

 

Gluta_banner125x125

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

ดูแลชุดชั้นใน หน้าฝน

ดูแลชุดชั้นใน หน้าฝน

เร่งร่างกายให้เผาผลาญ

ขอบคุณรูปภาพจาก seventeen.com

ดูแลชุดชั้นใน  ในช่วงฤดูฝนนั้น สิ่งที่น่ากังวลและต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกเหนือจากตระเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันฝนให้พร้อมก่อนออกจากบ้านแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่อง ชุดชั้นใน แอคเซสซอรี่ใกล้ตัวที่มักจะเกิดอาการคันยิบ ๆ เนื่องจากการอับชื้นบ้าง ซักไม่แห้ง รวมถึงใส่ไม่พอบ้าง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับหน้าอก จุดซ่อนเร้น และผิวหนังของคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นหากสาว ๆ คนไหนไม่อยากทนเปียกอับกับชุดชั้นในตัวเก่ง กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับการดูแลชุดชั้นในของคุณสาว ๆ ให้สะอาด มั่นใจ โดยไม่ต้องมาคอยหงุดหงิดและกังวลใจเหมือนที่ผ่านมา เอาเป็นว่า ใครพร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลยค่ะ

เลือกใส่ชุดชั้นในที่มีเนื้อผ้าบางเบา ใส่สบาย ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไลคร่า (Lycra) เพราะเนื้อผ้าจะสามารถระบายอากาศได้ดีไม่อุ้มน้ำ ไม่หนา ทั้งยังยืดหยุ่นไม่อึดอัด

หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อชั้นในเสริมฟองน้ำ แม้จะอยากมีอกตู้ม ๆ ขยับไซส์ให้อวบอึ๋มเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง แต่การใส่เสื้อชั้นในแบบนี้ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ อาจทำให้หงุดหงิดรำคาญใจมากกว่าเดิม เพราะทั้งแห้งยาก อึดอัด และอาจก่อให้เกิดอาการผื่นบริเวณหน้าอกก็เป็นได้

เรื่องสุขภาพหน้าฝน

เลือกใส่ชุดชั้นในที่มีความกระชับ พอดี หลีกเลี่ยงชุดชั้นในที่แน่นหรือหลวมเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและโครงเสื้อในเสียดสีหรือกดทับกับหน้าอก จนทำให้เกิดรอยแดง ลามจนถึงเป็นแผลถลอกเลยทีเดียว

ก่อนใส่ชุดชั้นใน สาว ๆ ควรหยิบชุดชั้นในขึ้นมาสำรวจและส่องดูว่า สภาพการใช้งานของตะขอและสายมีการชำรุด หรือมีจุดเล็ก ๆ ที่เกิดจากเชื้อราบ้างหรือเปล่า หากมีการชำรุดให้ทำการซ่อมแซมให้ดีเสียก่อนนำไปใส่ แต่หากชุดชั้นในของใครเกิดเป็นเชื้อราขึ้นมาล่ะก็ อย่ามัวเสียดายให้รีบทิ้งหรือเปลี่ยนใหม่ทันที

เรื่องสุขภาพหน้าฝน

ขยันซักชุดชั้นในเป็นประจำ ไม่ควรหมักไว้แบบนาน ๆ ซักที เพราะจะยิ่งทำให้เกิดสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ยิ่งเข้าไปรวมกับคราบเหงื่อ แป้ง น้ำหอม อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและมีกลิ่นตุ ๆ ก็ได้นะ

พยายามซักให้สะอาดและตากให้โดนแดด ด้วยการแช่ชุดชั้นในทิ้งไว้น้ำสบู่ หรือน้ำยาซักผ้าสำหรับซักชุดชั้นใน ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงซักหรือขยี้ออก เน้นบริเวณเป้ากางเกงใน จนสะอาดดี แล้วจึงนำมาตากแดด หรือที่ที่มีอากาศถ่ายเท มีลมโกรกจนแห้งสนิท

หลังจากทำกิจวัตรส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้กระดาษทิชชูซับทำความสะอาดทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสติดเชื้อราในช่องคลอดและอาการคัน

เรื่องสุขภาพหน้าฝน

ช่วงที่มีประจำเดือน ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง สำหรับสาว ๆ ที่อยู่ในช่วงวันมามาก แถมยังต้องผ่านด่านสายฝนอยู่เป็นประจำ ควรล้างทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น และรีบเปลี่ยนผ้าอนามัยใหม่ทันที ทางที่ดีควรเปลี่ยนทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมและกลิ่นอับ

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ สาว ๆ ควรเตรียมเสื้อชั้นในและกางเกงชั้น ติดไว้ในรถหรือในกระเป๋า 1 ชุด เผื่อวันไหนที่เผลอเปียกฝน ก็จะได้หยิบมาเปลี่ยนใส่ตัวใหม่ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะปอดบวมไปเสียก่อน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook.com

 

Gluta_banner125x125

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ขอบคุณรูปภาพจาก tkc.go.th

ขอบคุณรูปภาพจาก tkc.go.th

ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ

ถ้าเรารับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอก็ถือว่าขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติ เลือดจะข้น ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ หัวใจจะตีบตันเสียก่อน ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตัน ลำไส้จะแห้ง ทำให้ท้องผูก

เพราะภาวะสังคมที่รีบเร่ง คนทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์มักไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ชอบดื่มน้ำซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่ถ้าบอกว่า คนไข้โรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. ทำให้เลือดข้นไขมันสูง หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้ ทำให้เลือดใสแต่เหมือนการคนน้ำให้ตกตะกอน แต่ก็ยังต้องใช้น้ำนำพาตะกอนออกมาอยู่ดี มันจะได้ไม่กลับไปอุดตันเส้นเลือดเหมือนเดิม

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ

2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ

3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ

4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ

5. (สำหรับผู้หญิง) รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น เป็นสิว ฝ้ากระ ฝี ริดสีดวง ถ้าเรามีอาการดังที่กล่าว อาจแสดงถึงว่าร่างกายมีของเน่าเสียอยู่ภายใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม การกินหรือฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวในการรักษาหรือบำบัดโรคให้หายไป ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง!

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook

 

Gluta_banner125x125

 

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

ลดห่วงยางรอบเอวง่ายๆด้วย 3 วิธี

ลดห่วงยาง รอบเอวง่ายๆ

20130829-222129.jpg

ลดห่วงยาง หน้าท้องยื่นๆ ต่อให้เป็นของฝากจากลูกน้อยแสนรักก็คงไม่มีใครปรารถนาสักเท่าไหร่ อยากกำจัดให้ไวเรามีวิธี!

 

คลายเครียด…ลดคอร์ติซอล
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเครียด คุณกำลังเพิ่มขนาดห่วงยางส่วนตัวให้ขยายใหญ่ขึ้น เพราะฮอร์โมน “คอร์ติซอล” ที่ร่างกายหลั่งออกมา จะกระตุ้นให้คุณหิวและอยากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลที่ให้พลังงานสูงๆ นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นก็คอนเฟิร์มแล้วว่าระดับคอร์ติซอลที่พุ่งสูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันรอบเอวที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย

How to: นอนแต่หัวค่ำ แค่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง คอร์ติซอลในกระแสเลือดก็จะน้อยกว่าคนที่นอนน้อยกว่าถึง 50% แต่ถ้าหาเวลาหลับยาวๆ ได้ไม่พอจริงๆ การงีบในช่วงกลางวัน
ก็พอจะช่วยลดคอร์ติซอลได้ทำสปาชิลล์ๆ นอกจากจะผ่อนคลายความปวดเมื่อยแล้ว งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามียังชี้ว่า การนวดบำบัดเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถลดระดับคอร์ติซอลได้ถึง 1 ใน 3 เคี้ยวหมากฝรั่ง หากไม่มีเวลาให้พักก็หยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเคี้ยวสิ! การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้ระดับคอร์ติซอลลดลงถึง 12% และยังเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้อีกด้วย

กินผักผลไม้เพิ่มไฟเบอร์ สิ่งสำคัญที่สุดในการกำจัดไขมันส่วนเกินรอบเอวไม่ใช่การอดอาหาร แต่ต้องใส่ใจ
กับสิ่งที่กินต่างหาก นอกจากจะต้องเลี่ยงของมันๆ หวานๆ เหมือนกับเวลาลดน้ำหนักแล้ว คุณปาล์ม-ขัตติยา ประชาเดชะ นักโภชนาการจากศูนย์สุขภาพและความงามอะเมทิส ยังแนะนำให้คุณกินไฟเบอร์ให้มาเป็นพิเศษ “คนที่อ้วนลงพุงส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบขับถ่ายไม่ค่อยดี ต้องกินผลไม้เปรี้ยวๆ อย่างส้ม แอปเปิ้ลเขียว และก็ผักทุกอย่างกินได้ไม่จำกัด ไฟเบอร์ในอาหารกลุ่มนี้จะช่วยในการดูดซับไขมันและกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของคุณดีขึ้น รวมทั้งอาจจะเพิ่มการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติสูตรไขมันต่ำผสมธัญพืช เอาไว้กินตอนเช้าสักวันละถ้วย เพื่อช่วยปรับสมดุลในลำไส้ก็ได้”

How to: มื้อเช้า โจ๊กหมูใส่ไข่ หรือโยเกิร์ตใส่ธัญพืชและแอปเปิ้ล 1 ผล มื้อกลางวัน สุกี้หรือก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ และผลไม้น้ำตาลต่ำ 1 ผล มื้อเย็น สเต็กปลาหรือสลัดผัก (ถ้ากินดึกก็ควรกินแค่สลัดก็พอค่ะ)

พิลาทีส…สลายพุง อยากให้หน้าท้องกระชับยังไงก็ต้องออกกำลังกาย ริญญ์ลภัส นิยม พิลาทีส – เทรนเนอร์จาก WE Fitness Society แนะนำว่าต้องใช้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายบริหารหน้าท้องโดยเฉพาะ ซึ่งพิลาทีสเองก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะจะเน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Core Muscle) ให้แข็งแรง จะทำพิลาทีสต่อเนื่องให้เป็นคาร์ดิโอก็ได้นะ

How to: Roll Up นอนหงายยกแขนขึ้นเหนือศีรษะหายใจเข้าพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาด้านในและหน้าท้องให้แน่น ยกศีรษะและลำตัวส่วนบนขึ้นแล้วหายใจออกพร้อมยกช่วงอกขึ้นช้าๆ จนหัวไหล่อยู่ตรงกับสะโพก จินตนาการเหมือนกำลังโอบบอลลูกใหญ่ไว้ จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วค่อยๆ นอนลงช้าๆ ทำซ้ำ 10 ครั้งTeaser นอนหงายแล้วยกขาทั้งสองข้างขึ้นเหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ หายใจออกพร้อมเกร็งหน้าท้อง เพื่อยกเเละเหยียดเเขนพร้อมม้วนแผ่นหลังขึ้นจนขึ้นมานั่งเป็นรูปตัววีแล้วหายใจเข้า ค่อยๆ ลงไปนอนในท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 6 ครั้ง

Note: การหายใจที่ถูกต้องควรหายใจเข้าทางจมูกให้ซี่โครงขยายออกด้านข้าง และหายใจออกทางปากพร้อมดึงสะดือไปหากระดูกสันหลังหากหาเวลาไปออกกำลังกายไม่ได้ การแขม่วพุงเอาไว้ตลอดเวลาก็ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เหมือนกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

 

ลดน้ำหนัก

ลดห่วงยาง

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

จัดสรรตารางทานอาหาร ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

จัดสรรตารางทานอาหาร ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

กินเพิ่มความสวย

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

ในแต่ละวัน หากเราสามารถจัดสรรเวลาการทานอาหารต่าง ๆ ให้เป็นเวลาได้ ก็จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้นค่ะ ซึ่งช่วงไหน ต้องทานอะไรบ้าง เรามีตารางเวลาการทานที่ถูกต้องมาแนะนำ ลองนำไปใช้ดูเทียบกับการกินประจำวันของคุณนะคะ..

05.00 – 07.00 น. ช่วงเช้า ๆ แบบนี้ควรดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว เพื่อช่วยในการขับถ่าย

07.00 – 09.00 น. เป็นเวลาเหมาะที่จะทานอาหารเช้า เพราะกระเพาะอาหารจะทำงานในเวลานี้ ถ้าสามารถทำได้ทุกวัน กระเพาะของคุณก็จะแข็งแรง แถมทำให้ไม่แก่เร็วอีกด้วย

09.00 – 11.00 น. ช่วงนี้ถ้าไม่ทานอาหารหรือขนมจะดีมาก เพราะอาหารและน้ำจะแปรสภาพเป็นไขมัน

13.00 – 15.00 น. ควรงดอาหารทุกชนิด เพราะลำไส้เล็กจะทำงานหนัก

15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย พยายามทำตัวให้เหงื่อออก กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง

23.00 – 01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี ควรงดอาหารทุกชนิด และให้ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

ที่มา : Woman’s Story

 

2bslym_banner_250x250

 

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยสารสกัดจาก 2bslym

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้ สั่งซื้อกด

งีบหลับอย่างไร? ให้มีประสิทธิภาพ

งีบหลับอย่างไร? ให้มีประสิทธิภาพ

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

ขอบคุณรูปภาพจาก buzzle.com

เราคงได้ยินกันบ่อยๆเรื่องการเปิดให้ตัวเองงีบหลับระหว่างวันอยู่บ้าง…การหลับมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจ แต่ก็มีศิลปะของการงีบหลับไว้ด้วย ตามห้วงเวลาตั้งแต่ 10-90 นาที แต่ละระดับเป็นอย่างไร “ประชาชาติออนไลน์” พามาดูกัน
10-20 นาที มีการศึกษาว่า การงีบหลับระดับนี้เป็นการเพิ่มความตื่นตัวและเพิ่มพลัง ซึ่งช่วงเวลาไม่มากแบบนี้ ส่งผลให้ช่วงนอนงีบหลับระยะขนาดนี้เป็นการนอนหลับขั้นธรรมดา หรือไม่ทันได้ฝัน และเป็นจังหวะการงีบที่ถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย

30 นาที การหลับที่ยาวขึ้นมาอีกนิดนี้มีการวิจัยว่าเป็นการหลับที่อาจส่งผลให้ตื่นมาเฉื่อยๆมีอาการมึนงงหลังการตื่นก่อนที่จะค่อยๆกลับมามีอาการปกติ

60 นาที การหลับเวลาขนาดนี้ถูกระบุว่าช่วยปรับสภาพร่างกาย เป็นการหลับที่มีผลต่อการส่งคลื่นสั้นๆต่อสมอง

90 นาที วงจรการหลับครบ หลับลึกและหลับในระดับฝัน นำไปสู่การปรับภาวะอารมณ์และกระบวนการความทรงจำ ความคิดสร้างสรรค์ จะไม่เกิดภาวะหลับแล้วตื่นมาเฉื่อยชา ตื่นได้ง่าย

ที่มา : sanook.com

 

 

ลดน้ำหนัก

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยสารสกัดจาก 2bslym

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้ สั่งซื้อกด

ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ขอบคุณรูปภาพจาก tkc.go.th

ขอบคุณรูปภาพจาก tkc.go.th

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ

ถ้าเรารับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอก็ถือว่าขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติ เลือดจะข้น ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ หัวใจจะตีบตันเสียก่อน ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตัน ลำไส้จะแห้ง ทำให้ท้องผูก

เพราะภาวะสังคมที่รีบเร่ง คนทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์มักไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ชอบดื่มน้ำซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่ถ้าบอกว่า คนไข้โรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. ทำให้เลือดข้นไขมันสูง หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้ ทำให้เลือดใสแต่เหมือนการคนน้ำให้ตกตะกอน แต่ก็ยังต้องใช้น้ำนำพาตะกอนออกมาอยู่ดี มันจะได้ไม่กลับไปอุดตันเส้นเลือดเหมือนเดิม

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ

2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ

3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ

4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ

5. (สำหรับผู้หญิง) รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น เป็นสิว ฝ้ากระ ฝี ริดสีดวง ถ้าเรามีอาการดังที่กล่าว อาจแสดงถึงว่าร่างกายมีของเน่าเสียอยู่ภายใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม การกินหรือฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวในการรักษาหรือบำบัดโรคให้หายไป ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com

 

 

 

 

2bslym_banner_250x250

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยสารสกัดจาก 2bslym

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้ สั่งซื้อกด

 

สู้กับภัยร้ายเงียบ “ไขมันในพุง” กับ Image Tree 2bslym

ภัยร้ายจากไขมันในพุง

20130829-222129.jpg

ว่ากันว่าผู้ชายเมื่อมีอายุ รูปร่างจะกลายเป็นแอปเปิ้ล ส่วนผู้หญิงรูปร่างเป็นลูกแพร์ นั่นแปลว่าผู้ชายจะมีพุงอยู่ส่วนบนของท้อง ส่วนผู้หญิงจะมีพุงอยูที่ส่วนล่างแถมด้วยไขมันพอกที่สะโพกกับต้นขา
​วิธีดูว่าลงพุงหรือไม่ ให้เอาสายวัดมาวัดในแนวระนาบระดับสะดือ หากรูปร่างสูงใหญ่แบบฝรั่ง ผู้ชายควรวัดได้ไม่เกิน 102ซ.ม ผู้หญิงไม่ควรเกิน 88 ซ.ม สำหรับคนไทยที่ตัวเล็กกว่า กระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรฐานพุงของคนไทยว่า ผู้ชายต้องไม่เกิน 90 ซ.ม และผู้หญิงต้องไม่เกิน 80 ซ.ม
​“พุง” ที่ว่านี้สะท้อนให้เห็นถึงไขมันที่พอกอยู่ 3 ตำแหน่งคือ ไขมันใต้ผิวหนังตรงหน้าท้อง (Subcutaneous Fat) ไขมันในพุงที่อยู่ในช่องท้อง อยู่ขั้วลำไส้ (Visceral Fat) และถ้าอ้วนมากๆ ก็จะมีไขมันพอกอยู่ด้านหลังของช่องท้อง (Retroperitoneal Fat)ด้วย
​ไขมันในพุงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
​ว่าด้วยข้อดีของไขมันในพุงก่อน ที่จริงเซลล์ไขมันนั้นมีประโยชน์เหมือนกันเพราะมันจะทำหน้าที่ราวกับต่อมไร้ท่อ เซลล์ไขมันจะสร้างสารต่างๆออกมามากมายเรียกว่า อะดีโปไคน์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับเมตาโบลิซึมห้ามไม่ให้อยากอาหาร ป้องกันความอ้วน สารควบคุมความดันเลือด สารเสริมภูมิต้านทาน สารต้านมะเร็ง รวมทั้งสร้างฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่อัณฑะและรังไข่ทำงานน้อยลง เราก็จะมีฮอร์โมนจากไขมันในพุงนี่แหละไปทำงานเสริม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุจะมีพุงน้อยๆ
​แต่ก็ต้องลงพุงน้อยๆเท่านั้นนะ หากมีไขมันที่พุงมากเกินไป เซลล์ไขมันอ้วนๆก็จะขี้เกียจ หยุดสร้างสารที่มีประโยชน์ที่กล่าวมาเสียดื้อๆ และคนที่มีพุงเรื้อรังก็จะมีเนื้อเยื่อไขมันที่เสื่อมสภาพ เป็นก้อนน่าเกลียดที่ห้อยอยู่ตรงพุงเฉยๆหาประโยชน์ไม่ได้ ดังนั้นการมีพุงมากๆจึงไม่ดี

​สำหรับผู้หญิงควรมีไขมันในพุงเพียง 5-8% ส่วนผู้ชายไว้พุงได้มากกว่าคือ 20% แต่ก็ไม่มากกว่านี้ ​

ทีนี้มาว่าด้วยข้อเสียของไขมันในพุงซึ่งมีมากกว่า
- แรกสุดการลงพุงทำให้เสียบุคลิก ผู้ชายที่มองไม่เห็นหัวแม่เท้าตัวเองนั้นย่อมไม่สง่า
- ถัดมาก็คือพุงที่ห้อยย้อยมาข้างหน้าทำให้เจ้าตัวต้องแอ่นหลังรับ จึงเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง
- น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้เข่าและข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากกว่าเดิม แถมในผู้สูงวัย ข้อก็เริ่มเสื่อมแล้วด้วย คนมีพุงจึงมักมีข้อเข่า ข้อเท้า ปวดบวมอักเสบเรื้อรัง
- ไขมันในพุงแปรสภาพง่ายมาก จากงานวิจัยพบว่าหากเอาไขมันในพุงและไขมันใต้ผิวหนังมากระตุ้น จะพบว่าไขมันพุงจะอักเสบง่ายและสลายตัวออกมามากกว่า ไขมันที่หลุดออกไปจากก้อนเนื้อไขมันในพุงเข้าสู่กระแสเลือด มันจะไปอุดตันหลอดเลือด คนมีพุงจึงเสี่ยงต่ออัมพาตและโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่มีพุง
- จากสถิติ นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนมีพุงเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากกว่า
- คนที่มีพุงมักมีไขมันในเลือดสูงทุกรายไป ก็พุงเกิดจากการกินล้นเกิน หรือการกินผิด พุงใหญ่ คอเลสเตอรอลก็สูงตามเป็นธรรมดา
- สุดท้ายคนที่มีพุงใหญ่ๆ มักจะเป็นโรคความดันเลือดสูงร่วมด้วย

แล้วทำอย่างไรจึงจะลดพุงลงได้
1. ลดน้ำหนักตัวลง วิธีลดน้ำหนักไม่มีอะไรมากกว่ากินให้น้อยลง รีดน้ำหนักตัวออกให้มากขึ้น เมื่อน้ำหนักตัวลดลง พุงจะยุบไปก่อนไขมันใต้ผิวหนังในที่อื่นๆ พุงจึงหายไปได้เร็วเป็นอันดับแรก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่นสัปดาห์ละ 3-5วัน การซิทอัพเหมาะกับการลดพุงในผู้ชายเพราะจะเป็นการลดไขมันหน้าท้องส่วนบนโดยตรง
3. หากไม่อยากมีพุง ควรงดแอลกอฮอล์ทุกประเภท ทั้งนี้เป็นเพราะ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู้ร่างกายมันจะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในทันทีและจะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันไปสะสมที่พุง ถ้าไม่เลิกเหล้า ไวน์ เบียร์ ก็คงไม่มีทางลดพุงลงได้

5 พลังมหัศจรรย์จากสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อลดไขมันในพุงอย่างได้ผล

​หลายๆคนอาจคิดว่าการลดน้ำหนักนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานหรือต้องอดมื้อกินมื้อหรือแม้แต่ไม่กินอะไรเลยถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนแง่คิดในการจัดการกับเจ้าความอ้วนเสียใหม่
​ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อิมเมจทรี ทูบีสลิม 5 พลังมหัศจรรย์จากสารสกัดธรรมชาติที่สรรสร้างจากการค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละภูมิภาคของโลก คัดสรรคุณประโยชน์มาผสมผสานเพื่อสุขภาพ ลดไขมันในพุง ลดน้ำหนัก รูปร่างเพรียวสวย กระชับทุกสัดส่วนอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัย ปราศจากสารเคมีใดๆที่อาจก่อให้เกิผลข้างเคียง
หลักการทำงานของสารสกัดจาก 5 พลังมหัศจรรย์จากธรรมชาติ อิมเมจทรี ทูบีสลิม
เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อลดไขมันในพุง ส่วนเกิน หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ด้วยคุณประโยชน์ของพืชพรรณ 5 ชนิด
-ลดความอยากอาหาร เพิ่มความสดชื่นแก่สมอง ด้วยสารสกัดจากกระบองเพชร(Hoodia Cordonii)
-ลดการเปลี่ยนแป้ง น้ำตาลส่วนเกินไปเป็นไขมันสะสม ด้วยสารสกัดจากผลส้มแขก
-ขัดขวางการย่อยแป้งและน้ำตาล ด้วยสารสกัดจากถั่วขาว
-ทำให้อิ่มง่ายและดีท็อกซ์ลำไส้ เพิ่มกากใยอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพขับถ่าย แก้ปัญหาท้องผูกโดยไม่ใช้ยาระบาย ด้วยกัวกัม
-เพิ่มการเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ด้วยสาหร่ายเคลป์

ถ้าต้องการตัวช่วยในการลดไขมันในพุง ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ลดต้นแขน ต้นขา
อิมเมจทรี ทูบีสลิม คือคำตอบที่จะช่วยคุณได้

2bslym_banner_250x250

ลดไขมันส่วนเกิน 

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

การล้างพิษในตับกับ Image Tree Gluta&C Complex 850

การล้างพิษตับ

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

 

หมายถึง การนำพิษออกจากร่างกายโดยกระตุ้นให้ตับและถุงน้ำดีขับพิษออกนอกร่างกาย ด้วยวิธีรับประทานอาหารพลังงานต่ำ หรือ อดอาหาร (ดื่มน้ำสมุนไพรแทน) และใช้ยาสมุนไพร ซึ่งสามารถนำพิษออกได้มากกว่าวิธีอื่นๆ เหมาะสำหรับคนที่มีพิษสะสมในร่างกาย ปริมาณมาก เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง

โดยปกติร่างกายของคนเรามีกระบวนการกำจัดพิษออกจากร่างกายได้หลายวิธี เช่น การไอ การจาม มีขน มีเมือกโบกพัดเชื้อโรคออกจาก ร่างกาย มีเม็ดเลือดขาวช่วยจับกินเชื้อโรค มีระบบภูมิคุ้มกันช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง และยังมีตับเป็นอวัยวะที่รวบรวมพิษและกำจัดพิษออก จากร่างกายอีกด้วย ตับจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก ตั้งอยู่ช่องท้องใต้ชายโครงขวา หนัก 1.3-3 กิโลกรัม ทำหน้าที่ในร่างกาย 40 อย่าง และยังมีหน้าที่ย่อย 500 อย่าง เช่น

- เก็บสารที่ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน
- เก็บวิตามิน A , D , E , K, แร่ธาตุ และไขมัน
- สร้างน้ำเหลือง ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำพาเม็ดเลือดขาว ให้เคลื่อนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
- ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
- ขับของเสียที่เกิดจากปฏิกิริยาเมตาโบลิซึ่ม
- สร้างไลโปโปรตีน เอาไว้คอยส่งไขมันในเลือด
- สร้างโปรตีนทั้งแอลบูมินและโกลบูลิน
- ผลิตสารที่เป็นปัจจัยการแข็งตัวของเลือด ( Clotting factors)
- ทำลายเม็ดเลือดแดงที่ใช้แล้ว
- แปรรูปโมเลกุลของฮีโมโกลบินที่ได้จากการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุจากม้าม เพื่อสร้าง เป็นรงควัตถุน้ำดี ( Bile pigment) เช่น บิลิรูบิน ( Bilirubin) และบิลิเวอดิน ( Bilivedin)
- หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การกำจัดพิษออกจากร่างกาย

ถ้าเราไม่รู้จักวิธีดูแลตับ ไม่รู้จักวิธีเอาพิษออก อาจทำให้ตับถูกทำลายด้วยพิษ ทำให้เสียหน้าที่ต่างๆทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ การเอาพิษออกจากตับ ( Liver flushing) จึงเป็นวิธีการดูแลดับที่ดีมาก สามารถเอาพิษออกจากร่างกายได้ในปริมาณที่มาก จึงมีประโยชน์ดังนี้

1. ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ หลายชนิดในร่างกายที่ช่วยตับในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
2. ป้องกันตับจากสารพิษ ยา สารเคมี หรือแอลกอฮอล์
3. ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น เร่งการขับสารพิษตกค้างในร่างกาย ปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัด ในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidants) ที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถต่อต้านเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอม บรรเทาความรุนแรงของหวัด หรือ อาการภูมิแพ้
5. ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ กลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น วิตามินซี
6. ช่วยลดการสะสมของไขมันที่ตับ และลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
7. ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ ทั่วร่างกาย
8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง คอลลาเจน อิลาสติน เส้นเอ็นและความแข็งแรง ยืดหยุ่นของหลอดเลือด

ขั้นตอนการล้างพิษในตับ

การล้างพิษตับ แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1. เตรียมตัวก่อน พร้อมทั้งกายและใจ
1.1 ทำได้ในผู้ที่มีอาการพิษสะสม เช่น
* อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด
* ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ
* เบื่ออาหาร ท้องอืดบ่อย
* หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใส ผิวพรรณหยาบกร้าน
* มีแผลร้อนในในปากเป็นประจำ
* ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมากไปทำให้ร่างกายอ้วน
* ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
* อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
* โรคท้องผูกและ ริดสีดวงทวาร
* สตรีมีรอบเดือนมาไม่ปรกติ
* ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม
* ผิวหนังเป็นผื่นคัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ผายลมบ่อย
* โรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน
* ภูมิแพ้ การต้านทานการติดเชื้อโรคของเด็ก และผู้สูงอายุ
* ไตทำงานหนัก ( ขับพิษยาตกค้างแทน)
1.2 เจ็บป่วย โรคหรืออาการต่างๆ
1. สิว
2. ไขมันในเลือดสูง
3. โรคผิวหนัง ผื่นคันต่างๆ
4. หอบ หืด
5. ภูมิแพ้
6. นิ่วตับและนิ่วถุงน้ำดี ปวดท้องจากนิ่วถุงน้ำดี ซึ่งนิ่วจะเป็นตัวขัดขวางการทำงานของตับทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่นไขมันพอกตับ ตับแข็ง มะเร็งตับ ตับวาย
7. โภชนาการพร่อง
8. ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน
9. ปวดท้อง ปวดตับ
10. ความดันโลหิตสูง
11. โรคหัวใจ เจ็บหน้าอก
12. โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก
13. มะเร็ง
14. เอดส์
15. พากินสัน
16. อัลไซเมอร์
17. ลมชัก
18. อื่นๆ
1.3. มีความเข้าใจในการล้างพิษตับ มีความอดทน
1.4. มีเวลาให้กับการล้างพิษตับ เวลาที่เหมาะสมกับการล้างพิษตับควรเป็นดังนี้
- เวลาที่สะดวก ไม่เร่งรีบ
- เป็นวันหยุด พักผ่อน
- วันก่อนหรือหลังวันพระ 1 วัน
1.5 ข้อระมัดระวัง
- สำหรับผู้ที่ร่างกายเพลียมากๆ เจ็บป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้ ไข้หวัด โรคหัวใจบางชนิด เด็กในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ ควรงดหรือเว้น

ขั้นตอนที่2. ล้างลำไส้ก่อนล้างตับ
ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ให้งดอาหารเนื้อ นม ไข่ น้ำมัน อาหารผัด ทอด หรืออดอาหารทุก อย่างโดยดื่มน้ำสมุนไพร แทนร่วมกับรับประทานยาสมุนไพรล้างลำไส้หรือร่วมกับวิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่ ดังต่อไปนี้
- ดื่มน้ำชาต่างๆ เช่น น้ำชาข้าว น้ำด่าง น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง (วิธีทำแสดงในหัวข้ออาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย) โดยน้ำชาข้าว ดื่มตอนเช้า ประมาณ 5 แก้ว น้ำด่างหรือน้ำอัลคาไลด์ ดื่มตลอดวัน น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง ดื่มเมื่อรู้สึกเพลีย
- รับประทานยาสมุนไพร สำหรับล้างพิษ ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะขามดื่ม 1/2 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหารซึ่งจะดื่ม 3 วัน (ยาจะช่วยทำ ความสะอาดลำไส้)
- ให้สวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสมุนไพร เช่น น้ำต้มสะเดา น้ำต้มหญ้าใต้ใบ กาแฟ หรือสมุนไพร ที่ถูกกับตัวเอง โดยทำ เช้า-เย็น หรือมากกว่า เพื่อทำความสะอาดลำไส้ก่อนที่จะนำพิษออกจาก ตับและถุงน้ำดี

ขั้นตอนที่3. การล้างพิษตับ
หลังจากล้างลำไส้แล้วก็จะล้างพิษจากตับ โดยวันที่ล้างพิษตับจะงดการรับประทานยาทุกชนิด งดรับประทานอาหาร ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาต่างๆ แทน แต่ถ้างดอาหารทางปากได้ยิ่งดี
วันหลังจากล้างลำไส้แล้ว
- ตอนเช้า ถ้างดอาหารได้จะดีให้ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้คั้น แต่ถ้างดไม่ได้ให้รับประทานอาหารเฉพาะผักและผลไม้
- เวลา 14 .00 น. ดื่มน้ำผลไม้ เช่นน้ำสับปะรด น้ำมะละกอ ประมาณ 1 แก้ว หลังจากนั้นงดน้ำงดอาหารทุกอย่าง ถ้าหิวมากให้จิบน้ำเปล่า หรือน้ำด่าง (น้ำอัลคาไลด์) หลังจากนั้นเอาพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ อาบน้ำ
- เวลา 18.00 น. ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2 แก้ว คนให้เข้ากันดื่ม หลังจากนั้นงดดื่มน้ำทุกอย่าง (ดีเกลือจะทำให้ตับและถุงน้ำดีพองตัวและอ่อนตัว ช่วยระบาย ทำให้ไขมัน นิ่วหลุดออกมาได้)
- เวลา 19.00 น. ดื่มเกลือดำแก้อาการเพลีย
- เวลา 20.00 น. ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2 แก้ว อีก 1 แก้ว หลังจากนั้นงดดื่มน้ำทุกอย่าง (ดื่มน้ำดีเกลือ ถ้ารู้สึกขมปากให้อมมะนาว หรือจิบน้ำมะนาว)
- เวลา 22.00 น. (ไม่ควรเกิน 22.15 น.) ดื่มน้ำมันมะกอก 150 ซี.ซี. ผสมกับน้ำมะนาว 150 ซี.ซี. (บางคนอาจใช้น้ำ มะนาว 75 ซี.ซี และน้ำส้มคั้น 75 ซี.ซี) เขย่าให้เข้ากัน ให้ยืนดื่มเพื่อป้องกันไม่ให้ท่อน้ำดีพับงอ แล้วรีบนอนลงให้ศีรษะสูง หรือนอนตะแคงขวา ลำตัวตรงหรือนั่งดื่มโดย นั่งเหยียดขา เอนตัว 45 องศาแล้วค่อยๆนอนลงไปให้ศีรษะสูง นอนนิ่งจนถึง 02.00 น. ถ้าไม่สบาย ในท้องสามารถใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบท้อง ช่วยให้ขับพิษออกจากตับและถุงน้ำดี ดีมากขึ้น (น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวจะช่วยขับพิษจากตับและถุงน้ำดี) หลัง 02.00 น. สามารถเริ่มเก็บอุจจาระไว้วิเคราะห์โรคได้
ตื่นเช้าของวัน ต่อมา
- เวลา 06.00 น. ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2 แก้ว (ไม่ดื่มก็ได้)
- เวลา 07.00 น. ดื่มเกลือดำแก้อาการเพลีย
- เวลา 08.00 น. ดื่มน้ำดีเกลือ โดยนำดีเกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1/2 แก้ว (ไม่ดื่มก็ได้)
- หลังขับถ่ายอุจจาระให้ดื่มน้ำสมุนไพรบำรุงกำลัง เช่น น้ำมะพร้าวสด น้ำขิง1 แก้ว (ถ้าไม่ขับถ่ายอุจจาระให้สวนล้างลำไส้ ก่อนดื่มน้ำ สมุนไพร)
- เวลา 10.30 น. สวนล้างลำไส้ใหญ่อีกครั้ง
- หลังจากนั้น เริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆ เพื่อบำรุงตับ

ขั้นตอนที่ 4. ล้างลำไส้หลังล้างตับ
หลังจากล้างพิษจากตับและถุงน้ำดีแล้ว การขับพิษต้องใช้เวลาในการเคลื่อนพิษออกจากร่างกาย จึงต้องรับประทานอาหารอ่อนๆประมาณ 3 วัน รับประทานยาบำรุงตับอย่างน้อย 7 วัน และสวนล้างลำไส้ใหญ่(ดีทอกซ์) อย่างน้อย 7 วัน เพื่อขับพิษออกจากร่างกายให้ประคบบริเวณหน้าท้องด้วยความร้อนโดยใช้ผ้าฝ้ายขนาดผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมันมะกอกคลุมลงไปบริเวณหน้าท้อง แล้วใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบลงไป ใช้ผ้าห่อหน้าท้องไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจะช่วยให้การขับนิ่ว ของเสียออกได้ดี(ถ้าไม่พร้อมไม่ต้องทำก็ได้) ในช่วงเวลานี้อาจพบก้อนนิ่ว ไขมัน ของเสียต่างๆหลุดออกมาพิษที่ออกจากตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี มีลักษณะดังนี้
1. ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว สีดำ ก้อนขรุขระ หรือ เป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา มันติดมือล้างไม่ออก ต้องใช้น้ำยาล้างจาน หรือสบู่ล้างหลายๆครั้ง
2. ลอยอยู่ตรงกลาง จะเป็นเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนเห็ดหูหนูขาว
3. อยู่ล่างสุดคือเม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุ
4. ลักษณะนิ่วจากถุงน้ำดี จะมีสีเขียว เหลือง ดำ ก้อนค่อนข้างกลม
อาการหลังล้างพิษ
​จะรู้สึกอ่อนเพลีย อย่าตกใจ เป็นอาการปกติให้พักผ่อน เอาพิษออกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ตากแดด แช่มือ-แช่เท้า ให้รับประทาน อาหารอ่อนๆอย่างน้อย 3 วัน ค่อยรับประทานอาหารตามปกติ รับประทานยาบำรุงตับ และทำดีทอกซ์ เช้า – เย็น 7 วัน
ขั้นตอนที่ 5. ฟื้นฟูตับ
หลังจากที่ตับขับพิษออกแล้วอาจจะมีร่องรอยของแผลที่เกิดจากการหลุดลอกออกของนิ่ว ไขมัน หรือของเสียอื่นๆ อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย การฟื้นฟูตับจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- รับประทานยาบำรุงตับ
- ดื่มและรับประทานอาหารบำรุงตับ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ (ดูรายละเอียดในหัวข้ออาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย) โดยรับ ประทานอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองแบบพอเพียง ด้วยหลักปฏิบัติ 5 อ. (เอาพิษออก อาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และจิตใจ) และหมั่นเอาพิษออกจากร่างกายเท่าที่รู้สึกสบาย
การล้างพิษตับและถุงน้ำดี อาการ ต่างๆจะหายได้อย่างชัดเจน ตามประสบการณ์มักพบว่าทำมากกว่า 5 ครั้งจะเห็นผลชัดเจน แต่บางราย 1 ครั้งก็เห็นผลได้ การล้างพิษตับ และถุงน้ำดีควรทำห่างกัน 3 – 4 สัปดาห์ สามารถทำได้ทุกเดือน หรืออย่างน้อยปีละ 2-4 ครั้ง

​จากที่ทราบถึงข้อดีและขั้นตอน ในการล้างพิษตับแล้ว อาจจะต้องปฎิบัติตนเองอย่างเคร่งครัดในแต่ละขั้นตอนต่างๆรวมถึงการเตรียมตัวและเตรียมใจ
​แต่เรามีทางเลือกอีกทางเพื่อสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายและให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการล้างพิษตับซึ่งก็คือ
Image Tree Gluta&C Complex 850 มีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine (ซิสเทอีน) , Glycine (ไกลซีน) และ Glutamic acid (กลูตามิกแอซิต) กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดนี้พบมากที่ตับของมนุษย์ สำหรับผู้ที่มีสภาพการทำงานของตับบกพร่อง ผู้ที่ทานแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมทั้งผู้ป่วยโรคตับอักเสบและตับแข็ง จะพบกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดนี้ในตับมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดนี้ยังมีประโยชน์ที่สำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระ, ฝ้า และจุดด่างดำ
จีงจำเป็นต้องได้รับเสริมเข้าไปโดยตรงจากแหล่งอาหารอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์บางชนิด รวมทั้งที่อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย

Gluta_banner125x125

Image Tree Gluta&C Complex 850​ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิดที่ช่วยล้างพิษตับได้คือ

Detoxitication : กรดอะมิโนที่จำเป็น 3 ชนิด จะช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายน้ำ(ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ไม่อันตราย และละลายน้ำได้ดีขึ้น แล้วขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์การสะสมของ Acetaldehyde (ทำให้เกิดอาการเมาค้าง) บุหรี่ และยา

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยอาหาร 15 อย่าง

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยอาหาร 15 อย่าง

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยอาหาร 15 ชนิด ดังนี้

 

เร่งร่างกายให้เผาผลาญ

ขอบคุณรูปภาพจาก seventeen.com

1. ส้มโอ
ช่วยลดระดับอินซูลิน เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ
และควบคุมระดับในตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย

2. ชาเขียว
ในชาเขียวมีสารประกอบที่ชื่อว่า คาเตชิน ซึ่งจะช่วยให้การออกซิเดชั่นไขมันดีขึ้น
และนอกจากชาเขียวจะช่วยกำจัดไขมันในร่างกายแล้วมันยังเร่งอัตราการเผาผลาญ
ไขมันในร่างกายได้ดีด้วยค่ะ แถมยังมีสารช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งและช่วยสร้างระบบ
ภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย

3. โยเกิร์ต
คนที่ทานโยเกิร์ตควบคู่ไปพร้อมกับการทานอาหารแต่ละมื้ออยู่เสมอสามารถลดน้ำหนัก
ได้มากกว่าคนที่ไม่ทานโยเกิร์ตถึงร้อยละ 22 และลดไขมันในร่างกายได้มากกว่าคนที่
ไม่ทานโยเกิร์ตถึงร้อยละ 61 อ้อ…แต่หากจะทานโยเกิร์ตอย่าลืมเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
ที่ไม่เติมน้ำตาลหรือผลไม้ลงไปจะดีที่สุดค่ะ

4. อัลมอนด์
ถั่วอัลมอนด์มีทั้งโปรตีน และไฟเบอร์ในปริมาณสูงแถมยังช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิซึม
ในร่างกายได้ และหากทานอัลมอนด์ทุกๆ วัน จะช่วยระงับความหิวและยังให้สารอาหาร
ชั้นดีในยามที่คุณไดเอ็ตอีกด้วย

5. กาแฟดำ

คาเฟอีนในกาแฟจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง สร้างน้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่มขึ้น
ไขมันจึงถูกเผาผลาญ คาเฟอีนยังสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในช่วงสั้นๆ คาเฟอีน
ในกาแฟ 2 ถ้วยสามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 50 แคลลอรี่ต่อชั่วโมง
ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมง

6. ไก่งวง
ในไก่งวงมีโปรตีนและไขมันต่ำ ซึ่งช่วยให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมัน
ได้เป็นอย่างดี ป้องกันโรคสมองเสื่อม โรคอ้วน โรคหัวใจ
สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย

7. แอปเปิ้ล
ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
เนื่องจากเต็มไปด้วยสารเควอซิทีน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวด
หรืออักเสบถ้าคุณโหมหนักจากการออกกำลังกาย แอปเปิ้ลช่วยดูดซับไขมัน
ไม่ให้เข้าไปในพุงด้วย แล้วยังได้ไฟเบอร์ที่ปรับระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้นอีก

8. ผักโขม
ช่วยกระตุ้นต่อมเร่งการเผาผลาญ ช่วยกระตุ้นให้ต่อมไร้ท่อต่างๆ
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ผักชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี
วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม

9. ถั่ว
ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งจะช่วยเร่งสร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมัน
นอกจากนี้ยังมีวิตามิน อี ไนอาซีน แมกนีเซียม โปรตีนจากพืช และไขมันโมเลกุลเดี่ยว
ที่จะช่วยจับไขมันที่ไม่ดีมาเผาผลาญ

10. พริก
ในพริกมีสารที่ชื่อว่า แคปไซซินที่จะไปช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย
และยังช่วยสลายไขมัน ควบคุมอาการหิว และเพิ่มพลังงานของกล้ามเนื้อ
ช่วยเร่งให้คุณออกกำลังได้ดียิ่งขึ้น

11. บร็อกโคลี่
มีสารอาหารอย่าง “แคลเซียม” ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ที่จะสะสมไว้
เป็นไขมันส่วนเกินได้ และบร็อกโคลี่ก็มีดีที่เป็นแหล่งแคลเซียมซึ่งไม่มีไขมัน
ปริมาณแนะนำต่อวัน : 1 1/2 ถึง 2 ถ้วย

12. เครื่องเทศ
ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ สามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

13. อบเชย
เป็นเครื่องเทศที่ช่วยเผาผลาญและสร้างกล้ามเนื้อ
และยังช่วยควบคุมความหิวได้ดีอีกด้วย

14. นมถั่วเหลือง
จะช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันลดการสะสมไขมันเก่าและการสูญเสียโปรตีนของกล้ามเนื้อ
จึงทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ไร้ไขมันส่วนเกิน และโปรตีนจากถั่วเหลืองนี้ สามารถลด
คลอเรสเตอรอลในเลือดได้ และลดโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจ ช่วยทำให้ผิวพรรณดี
กระชับ เต่งตึง ผ่องใส ผิวพรรณไม่เหี่ยวย่น และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี
เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยให้ร่างกายเผาผลาญ
ไขมันได้ดี

15. ข้าวโอ๊ต
คาร์โบไฮเดรตจากข้าวโอ๊ตจะไม่ดูดซึมแล้วแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกาย
เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่า หากทานข้าวโอ๊ตแล้วมันจะช่วยให้น้ำหนักของคุณ
ลดลงได้อย่างน่าแปลกใจ นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังทำให้คุณอิ่มได้นานและทำให้
คุณไม่เกิดความรู้สึกอยากทานอาหารมากเกินไปด้วย

 

ที่มา : Good Look Good Health

 

 

ลดน้ำหนัก

 

 

เร่งให้ร่างกายเผาผลาญ ด้วยสารสกัดจาก 2bslym

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้ สั่งซื้อกด

กินเสริมคอลลาเจน คุณเองก็ทำได้

กินเสริมคอลลาเจน

กินเสริมคอลลาเจน

ขอบคุณภาพจาก zsgod.com

กินเสริมคอลลาเจน คุณ ผู้อ่านคงทราบกันดีว่าคอลลาเจนนั้นหดหายไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น การยื้อยุดฉุดกระชากให้คอลลาเจนอยู่กับผิวเราไปนานๆมีหลายวิธีทั้งดูแลจากภายนอก เช่น การใช้เทคโนโลยีอย่าง เลเซอร์ หรือ คลื่นวิทยุ ไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรือการดูแลจากภายในเพื่อควบคุมปัจจัยต่างๆที่พร้อมจะมาทำลายคอลลาเจน เช่น อนุมูลอิสระการอักเสบซ่อนเร้น ให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเร่งความชราไว แต่หนึ่งในวิธีที่คุณผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติเองได้ง่ายๆโดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ หรือเสียเงินแพงๆแต่อย่างใด คือ การรับประทานอาหารที่ส่งเสริมการสร้างของคอลลาเจนมาดูกันค่ะว่า อะไรบ้างที่ควรไขว่คว้าหามารับประทาน

คอลลาเจนเป็นเส้นสายโปรตีนที่ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยคือกรดอะมิโนมาเรียงตัวกัน เปรียบง่ายๆเหมือนสายสร้อยที่มีลูกปัดมาเรียงต่อกันเป็นเส้น กรดอะมิโน 1 โมเลกุลอาจเปรียบได้กับลูกปัดแต่ละเม็ดโดยกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญสองชนิดคือ ไฮดร็อกซี่ไลซีน และไฮดร็อกซี่โปรลีนแม้จะยังไม่มีการศึกษาที่พิสูจน์ชัดว่า การรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนทั้งสองชนิดนี้ในปริมาณสูงจะไปช่วยกระตุ้นการสร้างของคอลลาเจนได้โดยตรง แต่การรับประทานกรดอะมิโนเหล่านี้ไว้เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายใช้น่าจะส่งผลดีต่อผิวพรรณไม่มากก็น้อย

กรดอะมิโนตัวแรกคือ โปรลีน ซึ่งร่างกายจะนำไปเปลี่ยนเป็นไฮดร็อกซี่โปรลีนเพื่อประกอบร่างเป็นคอลลาเจนนั้น เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งใจหารับประทานจากอาหารส่วนกรดอะมิโนตัวที่สองคือ ไลซีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไฮดร็อกซี่ไลซีนนั้นรับประทานได้จากอาหารเช่น ไก่ นม ไข่ เมล็ดฟักทอง ถั่วเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น

อีกหนึ่งกรดอะมิโนหนึ่งที่มีงานวิจัยพบว่าช่วยกระตุ้นการสร้างของคอลลาเจนได้ แม้จะไม่ได้เป็นโครงสร้างของคอลลาเจนโดยตรง แต่อาจกระตุ้นผ่านทางการสร้างสารInsulin-like growth factor ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้นการสร้างของคอลลาเจนอีกต่อหนึ่ง คือ กรดอะมิโนอาร์จีนีน

แม้ในภาวะปกติกรดอะมิโนอาร์จีนีนไม่จัดเป็นกรดอะมิโนจำเป็นเพราะร่างกายเราสร้างเองได้ แต่ในภาวะฉุกเฉินเช่น เจ็บป่วยรุนแรง มีแผลไฟไหม้ลุกลามซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายต้องซ่อมแซมตัวเองและสร้างคอลลาเจน ร่างกายจะต้องการอาร์จีนีนมากขึ้นอาร์จีนีนพบในอาหารเช่น เนื้อไก่ จมูกข้าวสาลี อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลูกไก่เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

ในกระบวนการสร้างคอลลาเจนนอกจากวัตถุดิบตั้งต้นอย่างกรดอะมิโนแล้ว ยังต้องอาศัยโคแฟตเตอร์ หรือตัวช่วยที่ส่งเสริมให้การสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยโดยตัวช่วยที่สำคัญสองตัวคือ วิตามินซี และ คอปเปอร์

วิตามินซีมีส่วนสำคัญในหลายขั้นตอนของกระบวนการสร้างคอลลาเจนในภาวะขาดวิตามินซี อวัยวะที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่น ผิวหนัง หลอดเลือดจะผิดปกติและแสดงอาการให้เห็นเป็นอันดับแรกๆ วิตามินซีพบมากในผักและผลไม้ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าวิตามินซีจะมีเฉพาะในผลไม้รสเปรี้ยวๆเท่านั้นแต่จริงๆแล้วผลไม้รสไม่เปรี้ยวอย่าง ฝรั่ง แคนตาลูป แตงโม ก็มีวิตามินซีไม่แพ้ผลไม้รสเปรี้ยวเลยรวมถึงผักอย่าง บร็อคโคลี่ หรือแชมป์วิตามินซีสูงอย่าง พริก อีกด้วย

คอปเปอร์ คือแร่ธาตุที่มีชื่อไทยๆว่าทองแดง น้อยคนจะรู้จักและให้ความสำคัญกับคอปเปอร์ ทั้งที่จริงๆแล้วคอปเปอร์เองมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิตามินซีเลยในกระบวนการสร้างคอลลาเจน คอปเปอร์มีมากในอาหารเช่น งา ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวันเมล็ดฟักทอง คนที่รับประทานซิงค์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่อเนื่องนานๆ จะมีโอกาสขาดคอปเปอร์ได้จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ความแก่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้แต่เราสามารถเรียนรู้วิธีการที่จะชะลอ เพื่อให้แก่อย่างมีคุณภาพชีวิต(รวมถึงคุณภาพผิว)ที่ดีที่สุดได้เริ่มจากการหมั่นรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมการสร้างของคอลลาเจน และเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นการทำลายของคอลลาเจนเพียงง่ายๆแค่นี้ ผิวพรรณดีๆก็จะอยู่กับคุณไปได้อีกนาน
ทิป

หมั่นเติมวัตถุดิบสำคัญที่ร่างกายนำไปใช้สร้างคอลลาเจน จากอาหารสุขภาพที่รับประทานได้ง่ายๆเช่น จมูกข้าวสาลี เมล็ดฟักทอง ถั่วต่างๆ
รับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำ วิตามินจากอาหารตามธรรมชาติ ดูดซึมและทำงานได้ดีกว่าวิตามินอัดเม็ด
เลี่ยงอาหารที่ส่งเสริมการทำลายคอลลาเจน เช่น อาหารที่แคลอรี่สูง น้ำตาล อาหารน้ำตาลสูง สุรา เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล

http://www.pleasehealth.com

 

ผิวขาว

 

คุณเองก็มีผิวขาวใสได้ด้วย Gluta&C Complex 850 นวัตกรรมล้ำหน้า ที่ช่วยปรับสีผิวคุณให้ขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ กลูต้าไธโอนสูตรเข้มข้นจากสวิตเซอร์แลนด์และวิตามินซี พร้อมด้วยสารสกัดเปลือกสนมาริไทม์จากฝรั่งเศสช่วยทำให้ผิวเนียน ไร้ริ้วรอย จุดด่างดำ ฝ้า กระ

ขนาดบรรจุ 1 ขวด 30 เม็ด สั่งผ่านเน็ตจัดส่งฟรีถึงบ้าน

ปลอดภัย ผ่าน อ.ย. แล้ว ทานได้อย่างสบายใจค่ะ
(เลขที่ อ.ย. 12-1-09448-1-0323)

นมสดช่วยลดอ้วนนะจะบอกให้

นมสดช่วยลดอ้วนนะจะบอกให้

นมสดช่วยลดอ้วนได้จริงเหรอ

ทรมานไหม.. กับการต้องหักห้ามใจทุกๆ ครั้งที่หยิบของอร่อยเข้าปาก เพราะกังวลว่าไขมันจากจานโปรด จะไปพอกพูนรอบเอว ต้นขา และหน้าท้องเข้าให้

 

นมสดช่วยลดอ้วน

ขอบคุณรูปภาพจาก pr.prd.go.th

ฟังทางนี้ดีกว่า ถ้ามีของอร่อยจากธรรมชาติที่มีประโยชน์แถมยังมีคุณสมบัติในการช่วยเผาผลาญไขมันด้วยล่ะ น่าสนใจใช่ไหม?

ก็เจ้านมสดสีขาวหน้าตาน่าดื่มนี่ล่ะ ที่มีส่วนช่วยควบคุมเมตาโบลิซึม หรือขบวนการเผาผลาญของร่ายกายได้อย่างดี เพราะแคลเซียมในนมจะมีผลไปขัดขวางการสร้าง และสะสมไขมัน เมื่อมีการสร้าง และสะสมไขมันลดลงแล้ว ร่างกายก็จะเกิดการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น ซึ่งให้ผลลัพท์ดีกว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใดๆ ในโลกเสียอีก

ได้ยินแบบนี้แล้ว เสียดายแทนใครหลายคนที่หลงเข้าใจผิดคิดว่าการดื่มนมนั้นทำให้ยิ่งอ้วน ..นั่นไม่เป็นความจริงเลย หากรู้จักเลือกชนิดของนม

ข้อมูลนี้มาจากการทดลองที่เชื่อถือได้ในสหรัฐอเมริกา โดยการทดลองใน 24 สัปดาห์ พบว่า ผู้ที่บริโภคนมพาสเจอร์ไรซ์ไขมันต่ำในปริมาณ 3-4 ขวด หรือจะให้นับง่ายๆ ก็เท่ากับการดื่ม นมสดเมจิพาสเจอร์ไรซ์ชนิดพร่องมันเนยขนาด 180 มิลลิลิตรจำนวน 3-4 ขวด ต่อวัน จะสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มนม สูตรนี้จะช่วยพิชิตพุงน้อยๆ ของเรา เพราะนมจะช่วยในการช่วยเผาผลาญไขมันบริเวณหน้าท้องได้เป็นอย่างดี

ในการดื่มนมเพื่อลดความอ้วนนี้ ควรเลือกนมชนิดที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง แต่ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่น นมสดเมจิพาสเจอร์ไรซ์พร่องมันเนย นมสดเมจิพาสเจอร์ไรซส์สูตรแคลเซียมสูง หรือโยเกิร์ตพร้อมดื่มพร่องมันเนย โดยต้องเป็นรสธรรมชาติหรือรสจืด เพราะปราศจากน้ำตาล

ติดนมสดไว้ในตู้เย็นหรือที่โต๊ะทำงานเพื่อพร้อมดื่มวันละ 3-4 ขวดอยู่เสมอทุกๆ ครั้งที่หิว หรืออยากรับประทานของหวานจุกจิก นอกเหนือจากมื้ออาหาร อาจรับประทานร่วมกับธัญพืช หรือผลไม้ หรือจะใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดต่างๆ เช่นการใส่นมไขมันต่ำลงในกาแฟ เติมลงในซุปถ้วยโปรด หรือปั่นผสมกับผลไม้สดเป็นสมูทตี้แสนอร่อย (อย่าใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลล่ะ) ด้วยวิธีการปรุงอาหารที่ไม่อุ่นร้อนเกินไปจนนมสูญเสียแคลเซียม

อย่าลืมล่ะ.. แค่ดื่มนมสดเพียง 3-4 ขวดต่อวันเท่านั้น รับรองว่าลดน้ำหนักได้แน่นอน คอนเฟิร์ม!
ขอขอบคุณข้อมูลจาก cpmeiji.com

 

 

ลดน้ำหนัก

นมสดช่วยลดอ้วน

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้ สั่งซื้อกด

กินน้ำตาลเกินเป็นสาเหตุสำคัญตายกว่า 180,000 รายต่อปีทั่วโลก

เผย กินน้ำตาลเกิน เป็นสาเหตุสำคัญตายกว่า 180,000 รายต่อปีทั่วโลก

 

หุ่นสวย

ขอบคถณรูปภาพจาก idiva.com

ขนมหวาน ไอศกรีมเย็นฉ่ำ เครื่องดื่มแสนชื่นใจ น่าจะเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่ทราบไหมว่า ความหวานจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มนั้น นำมาซึ่งโรคร้ายโดยที่เราคิดไม่ถึง

การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ส่งผลให้เกิดการสะสมในรูปของไขมันที่พอกอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด

จากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอในการประชุมสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ประจำปี 2013 พบว่า การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายยังอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตกว่า 180,000 รายต่อปีทั่วโลกอีกด้วย

นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์อาหาร ขนมและเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ถึงวันละ 88 กรัม (22 ช้อนชา) หรือเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งมากเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคร้ายจากการบริโภคน้ำตาลมากที่สุด

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งปริมาณที่พอเหมาะและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคือไม่เกินวันละ 40 กรัม (10 ช้อนชา)

แต่ปริมาณแนะนำสำหรับคนไทยก็คือ ไม่เกินวันละ 24 กรัม (6 ช้อนชา) เผื่อไว้สำหรับการกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แล้วโดยไม่ทราบปริมาณ

ลดความหวานลงสักนิด อย่ากินตามใจอยาก เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

 
ข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

ลดน้ำหนัก ด้วยแอปเปิ้ล

ลดน้ำหนักด้วยแอปเปิ้ล

ลดน้ำหนักด้วยแอปเปิ้ล ทำได้จริงๆ หรือ?
สาวๆ คนไหนที่ชอบทานแอปเปิ้ลจงทานต่อไปอย่าได้หยุด ส่วนสาว ๆ คนไหนที่เคยเบือนหน้าหนีแอปเปิ้ล ลองเปลี่ยนใจหันมาทานผลไม้ชนิดนี้กันดู เพราะนานาคุณประโยชน์สุมรวมอยู่ในผลเล็ก ๆ นี้ ทั้ง วิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารต้านอนุมูลอิสระ แนะนำให้ทานทั้งเปลือกจะได้รับสารอาหารทั้งหมดที่มีอยู่ในแอปเปิ้ลไปเต็ม ๆ

ขอบคุณรูปภาพจาก gotoknow.org

ขอบคุณรูปภาพจาก gotoknow.org

ลดน้ำหนักด้วยแอปเปิ้ล ลดได้จริงหรือ

แอปเปิ้ลช่วยลดน้ำหนักได้นั้นเป็นความจริงเพราะในแอปเปิ้ลมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวง่ายต่อการดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายในไม่ถึง 10 นาที จึงช่วยลดความอยากอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ดี อีกทั้งกากใยจากเปลือกแอปเปิ้ลยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดจึงควรเลือกแอปเปิ้ลเป็นผลไม้สำหรับลดความอ้วน

อ้อ! แอบกระซิบอีกหน่อยว่า ในบรรดาแอปเปิ้ลทั้งหลายนั้น แอปเปิ้ลสีเขียวจะช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดีที่สุด ถ้าไปตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตคราวนี้ก็อย่าลืมเลือกแอปเปิ้ลสักผลติดไม้ติดมือมาด้วยล่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก womanplus

 

ลดน้ำหนักลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนักกับ 2bSlym ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ 5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

สั่งซื้อคลิ๊ก

 

ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่กับ 10 วิธี

ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่กับ 10 วิธี

ลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ กับ 10 วิธีนี้กัน

ลดไขมันส่วนเกิน

ขอบคุณรูปภาพจาก paulaselegantbride.com

 

1. เวลาจะเลือกทานไข่เจียว

แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมันก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ

2. เปลี่ยนการทาน

เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้นช่วยลดน้ำหนักได้

3. การไม่ทาเนยบนขนมปัง

การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น

4. ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี

สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน

5. เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำ

เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน

6. เปลี่ยนการใช้น้ำตาล

เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี

7. ใช้นมพร่องมันเนย

ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม

8. เวลาทานสลัด

เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี

9. เปลี่ยนอาหารเช้า

เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้

ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2 ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1 ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี

แค่นี้ก็สามารถลดลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ได้แล้วล่ะจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก womans story

 

Banner2 (1)

 

ลดไขมันส่วนเกิน 

ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

อันตรายจากการนอนคุดคู้

ช่วงเวลาของการนอน ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ร่างกายจะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะที่เรานอน ร่างกายจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังที่จะออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่าช่วงเวลาของการนอนนั้นมีอุปสรรคในการนอน เช่น ที่นอนแข็งไป หมอนนิ่มไป หรือแม้แต่การนอนในท่าที่ผิดลักษณะของการนอนที่ดี ก็อาจจะทำให้ช่วงเวลาของการนอนนั้นพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

ขอบคุณรูปภาพจาก livestrong.com

นอนคุดคู้ ทำลายกระดูกสันหลัง
นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้ว่า นอกเหนือไปจากท่านอนในแบบต่างๆ ยังมีท่านอนที่ยังมีผู้คนมากมายมักใช้โดยไม่รู้ตัวก็คือ “ท่านอนแบบคุดคู้” ซึ่งท่านี้ นพ.พูนศักดิ์บอกว่า เป็นท่าที่ทำร้ายกระดูกสันหลังของเรามาก และอาจทำให้มีอาการปวดหลังได้มากที่สุดด้วย

เนื่องจากการนอนแบบคุดคู้จะต้องก้มศีรษะ โก่งหลัง งอสะโพก งอเข่า การก้มคอทำให้กล้ามเนื้อคอตึงตลอดเวลา ทำให้เกิดการอักเสบอันนำมาซึ่งอาการปวดคอ นอกจากนี้กระดูกคอก็ยังงออีกด้วย ทำให้เพิ่มแรงดันภายในหมอนรองกระดูก และมีผลทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกอักเสบได้ หากนอนท่านี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และในที่สุดอาจก่อให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนใน

“การนอนคุดคู้ก็ยังก่อให้เกิดการปวดที่หัวไหล่ และสะโพกด้านข้างอีกด้วย เนื่องจากการนอนลักษณะนี้ต้องเป็นการนอนตะแคง ซึ่งมีผลให้เกิดการกดทับที่บริเวณหัวไหล่และสะโพกทำให้เส้นเอ็นไหล่และสะโพกอักเสบ การนอนคุดคู้จึงไม่เหมาะกับสรีระร่างกายของมนุษย์เราเป็นอย่างยิ่ง การนอนที่ถูกต้องจึงเป็นการนอนหงาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังแล้วไม่สามารถนอนหงายได้ ก็ควรนอนในลักษณะกึ่งคว่ำ กอดหมอนข้างขนาดใหญ่ก็พอจะลดอาการปวดหลังได้บ้าง”

นอนท่าไหน ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
ท่านอนเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการสำหรับสุขภาพการนอน ท่านอนท่าไหนส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ไปดูกัน

- ท่านอนหงาย นพ.พูนศักดิ์ บอกว่าเป็นท่านอนที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เราหายใจสะดวก และไม่มีอาการปวดตามร่างกายหลังตื่นนอน เนื่องจากการนอนหงายนั้นน้ำหนักตัวเราจะกระจายไปทั้งแผ่นหลัง ไม่มีการกดทับที่ใดเป็นพิเศษ กระดูกสันหลังก็อยู่ในแนวตรง ไม่มีการบิดเบี้ยว การนอนหงายที่ถูกต้องควรมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี

- ท่านอนตะแคง เป็นท่าที่ดีอีกท่าหนึ่ง โดยเฉพาะหากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่า หรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว

- ท่านอนคว่ำ ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย

- ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดีเช่นกัน ซึ่งท่านี้ส่วนใหญ่มักใช้ในผู้สูงอายุเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ได้ โดยมีหมอนพยุงแผ่นหลังและรองใต้เข่า ซึ่งไม่ควรใช้ท่านี้เป็นท่านอนพักผ่อนประจำ เพราะศีรษะหรือลำตัวอาจจะเอนไปมา อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่หลังได้

นอกจากนี้ องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอน หรือที่นอนก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน การเลือกหมอนนั้นควรเลือกที่มีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหนหรือใบใดที่จะเหมาะกับใคร เห็นทีจะยากสักหน่อย แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือเมื่อคุณหนุนหมอนใบไหนแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องที่นอน หรือเตียงนอนนั้น บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการนอนที่นอนที่แข็ง เช่น บนไม้กระดาน เสื่อ หรือนอนกับพื้นจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วอาจจะไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น เพราะไม่แข็ง หรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริงถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะมีความนุ่ม หรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ การนอนที่นอนนุ่มเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง จึงเกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่างได้ง่าย

เพียงแค่นอนให้ถูกท่าถูกทาง รวมถึงการเลือกเครื่องนอนที่เหมาะสม ก็ช่วยให้การนอนพักผ่อนของคุณเต็มไปด้วยคุณภาพและตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ที่มาข้อมูลและภาพ jorpor.com

ลดอ้วน

ลดอ้วน ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

ลดอ้วน ลดโรค ด้วย10 เคล็ด(ไม่)ลับลดน้ำตาล

ลดอ้วน ลดโรค

ลดอ้วน

ลดอ้วน

ลดอ้วน

1. อย่าอดมื้อเช้า วันนี้ตื่นสาย อดข้าวเช้าแล้วกันนะ…อย่าได้คิดอย่างนี้เลยเชียว เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่จะให้พลังงานคุณทั้งวัน การกินมื้อเช้าจะทำให้คุณตื่นเต็มที่ พร้อมลุยงานอย่างสดชื่นและทำให้ความอยากน้ำตาลของคุณลดลงไปทั้งวันด้วย

2. เลือกข้าวกล้องกับขนมปังโฮลวีต ข้าวสวยและขนมปังขาวมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประเภทโมเลกุลเดี่ยวที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แต่ข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในปริมาณที่น้อยกว่าและช้ากว่า ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่

3. ทำอาหารกินเอง เดี๋ยวนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเน้นปรุงให้หวานเป็นหลักเพื่อเอาใจลูกค้า โดยที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารแต่ละจานใส่น้ำตาลลงไปขนาดไหน ซึ่งการทำอาหารเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะควบคุมน้ำตาล แถมยังได้รสชาติถูกปากและได้โชว์เสน่ห์ปลายจวักด้วยนะ

4. ชิมก่อนปรุง อย่างที่บอกว่าอาหารเดี๋ยวนี้เน้นหวานอยู่แล้ว ถ้าคุณใส่น้ำตาลเพิ่มอีกก็อาจหวานจนเลี่ยนได้ ก่อนจะแตะเครื่องปรุง ลองชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นยังไง บางทีคุณอาจไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยสักนิดก็ได้

5. ตั้งโควต้าของหวานในแต่ละวัน ยิ่งคุณพยายามเลี่ยงเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งอยากเท่านั้น ลองตั้งโควต้าให้ตัวเองว่าวันนี้คุณจะกินของหวานได้กี่ชิ้นหรือกี่จาน แล้วใช้โควต้านี้กับของหวานที่คุณชอบที่สุด แล้วค่อยๆ ปรับลดลงทีละน้อย

6. เก็บลูกอมออกไปให้พ้นโต๊ะ สาวๆ หลายคนอาจคิดว่ามีลูกอมติดโต๊ะไว้เวลาอยากของหวานจริงๆ จะได้ไม่ต้องออกไปหาของหวานแบบจัดหนัก แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยาก เพราะฉะนั้นเก็บเลยค่ะ แจกจ่ายออกไปเสียให้หมดแล้วไม่ต้องหาเพิ่มถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้ติดน้ำผึ้งแท้ไว้ผสมน้ำแล้วค่อยๆ จิบเอาจะดีกว่า

7. กำจัดน้ำอัดลม น้ำอัดลมนี่แหละตัวร้าย เอาออกไปจากตู้เย็นให้หมด ถ้าติดนิสัยต้องดื่มน้ำหวานเป็นประจำ ให้เลือก น้ำผลไม้ 100% ดีที่สุด อ่านฉลากให้เป็น เปรียบเทียบดูยี่ห้อที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด แต่ถ้าคั้นเองได้ก็จะเริ่ดมาก

8. ผลไม้หวานๆ ช่วยคุณได้ ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารที่ช่วยลดหรือชะลอการดูดซึมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน และน้ำตาลในผลไม้สดก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่าไหร่

9. เคี้ยวหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล หมากฝรั่งพวกนี้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างพวกไซลิทอลและแอสปาร์แตม เพื่อหลอกให้ร่างกายคุณรู้สึกว่าได้กินของหวานไปแล้ว แต่อย่ากินมากเกินไปนะ เพราะอาจทำให้ร่างกายมีความอยากน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นแทน

10. แบ่งของหวานกับเพื่อน ถ้าอดใจไม่ไหว อยากชิมสักนิด อยากลองสักหน่อยจริงๆ ก็ซื้อมาแต่น้อยแล้วแบ่งให้ทั่ว พอได้เป็นเจ้าของแล้วความอยากของคุณจะลดลงไปส่วนหนึ่ง และการแบ่งก็จะทำให้คุณได้กินน้อยลง ซึ่งน้ำตาลที่คุณได้รับก็จะน้อยลงตามไปด้วย แล้วถ้าคุณยั้งใจไม่อยู่เพื่อนก็จะช่วยห้ามคุณได้

ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

ลดอ้วน

ลดอ้วน ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

หุ่นสวย แม้ทานขนมปัง

หุ่นสวยแม้ทานขนมปัง

หุ่นสวย

ขอบคถณรูปภาพจาก idiva.com

หุ่นสวย ใครก็อยากมี และทุกครั้งที่ลดน้ำหนัก เราเข้าใจดีค่ะว่าสาวๆ ต้องลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารออกไปในปริมาณมาก นั่นหมายถึงสาวๆ ต้องงดแป้ง งดข้าว อาหารจำพวกเส้น หรือขนมปังต่างๆ และนั่นทำให้สาวๆ หิวง่ายมากๆ เราอยากจะบอกว่าอย่างดขนาดนั้นเลยค่ะอย่างน้อยก็กินขนมปังกันดีกว่า เพื่อหุ่นสวยและคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ

หุ่นสวย ด้วยขนมปังโฮลวีท

ขนมปังที่แนะนำให้กินในช่วงลดน้ำหนักเน้นเลยค่ะว่าต้องเป็นขนมปังโฮลวีตเท่านั้น เพราะไม่ทำให้อ้วนแน่นอน และยังทำให้อิ่มท้องอีกด้วย เพื่อให้ได้สารอาหารที่เพียงพอ สาวๆ ควรกินขนมปังแผ่นโฮลวีตแทนการกินข้าวให้ได้วันละประมาณ 12 แผ่น และสำหรับผู้ชายควรกินประมาณวันละ 16 แผ่นค่ะ

การจะกินขนมปังในแต่ละมื้อตลอดทั้งวันให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น ควรจะเพิ่มสารอาหารอื่นๆ เข้าไปในมื้อนั้นๆ ให้ได้ครบถ้วนด้วยค่ะถึงจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงทำได้ง่ายๆ คือการทำเป็นแซนด์วิชและเพิ่มอาหารอื่นๆ เข้าไปในแซนด์วิชนั้นอาหารที่จะเพิ่มเข้าไปให้ได้สารอาหารที่หลากหลายมากขึ้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่าค่ะ

ผัก เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ควรเลือกเลยค่ะ ผักที่นิยมใช้ในการทำแซนด์วิช คือ ผักกาด, หอมใหญ่, มะเขือเทศ และแครอท หรือถ้าหากเบื่อกับการกินแซนด์วิชก็นำมาทำเป็นสลัดผัก แล้วฉีกขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมลงไปในสลัดก็ได้ค่ะ

ผลไม้ การทำแซนด์วิชผลไม้ทำได้แสนง่ายดาย เพียงแค่เลือกผลไม้แคลอรีและน้ำตาลต่ำอย่างสตรอเบอร์รี่, แอปเปิ้ลหรือลูกแพร์มาฝานเป็นแผ่นบางๆ และใช้โยเกิร์ตเป็นครีมทาแซนด์วิช ก็จะได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ ของโยเกิร์ตและผลไม้ ทำให้ขนมปังจืดๆ มีรสชาติอร่อยขึ้นเยอะ แถมได้วิตามินและไฟเบอร์ไปเต็มๆ เลยค่ะ

โปรตีนจากเนื้อสัตว์ สาวๆ อาจจะทำแซนด์วิชที่ใส่ผักตามปกติ แล้วเพิ่มเนื้อสัตว์ไม่ติดมันลงไปด้วยก็ได้ค่ะ ทั้งไก่บด, เนื้อบด หรือเนื้อปลา ก็อร่อยได้คุณค่าทางอาหารไม่แพ้กันเลยค่ะ นอกจากเนื้อสัตว์ก็ยังสามารถใช้ไข่ต้มได้เช่นกัน โดยเลือกกินส่วนที่เป็นไข่ขาวให้มากกว่าไข่แดงเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 3-4 ฟองกำลังพอดีเลยค่ะ
สาวๆ ที่ใช้สูตร Low Carb Diet ควรทำความสนิทสนนกับขนมปังโฮลวีตที่ว่าเอาไว้มากๆ เพราะสามารถทดแทนพลังงานจากแป้งที่หายไปได้ดีเยี่ยมจริงๆ

 

ที่มา ..Spicy

 

หุ่นสวย

หุ่นสวย  ด้วยอาหารเสริมจากสารสกัดธรรมชาติ5ชนิด พรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทานแล้วลดจริง ไม่โยโย่ ไม่มีอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมี มีอย. รับรองความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีที่ตั้งบริษัทเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน ISO มั่นใจได้ว่าน้ำหนักจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง สามารถทานได้ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย คุณเองก็มีรูปร่างที่ดีได้

ล้างพิษด้วยชาเขียว

ล้างพิษด้วยชาเขียว

ลดต้นขา

ชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยา บำบัดมายาวนานนับพันๆ ปี เพราะนอกจากชาเขียวจะเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพใจอีกด้วย และคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์ ด้วยสาร Polyphenols ในชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ (Detoxifying Enzyme) ช่วยยับยั้งขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และพัฒนาการทำงานองแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

ลดต้นขา

ขอบคุณรูปภาพจาก seventeen.com

นอกจากนี้ ชาเขียว ยังสามารถขจัดอนุมูลอิสระช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจทำงานดีขึ้น ผิวพรรณสดใสและสนับสนุนการทำงานของเอ็นไซม์ในตับซึ่งเป็นเหมือนโรงงานขจัด สารพิษจากอาหารแห่งเดียวของร่างกาย จึงนับว่าการบริโภค ชาเขียว เป็นการล้างพิษทางกายภาพที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดค่ะ

ผลที่ได้รับจากการล้างพิษด้วยชาเขียว
ระบบขับถ่ายของเราจะค่อยๆ ดีขึ้นปัญหาท้องผูกและอาการร้อนในลดลง
โอกาสเกิดโรคมะเร็งในทางเดินอาหารลดน้อยลงกว่าผู้ที่ไม่ได้บริโภคชาเขียว
ผิวพรรณจะค่อยๆ สดใส ไม่หมองคล้ำ ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อม
ตับมีสุขภาพดี
ที่สำคัญที่สุดยังห่างไกลจากโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆ ได้อีกด้วย

ที่มาจาก BKKMENU.com

 

ลดต้นขา ลดน้ำหนัก

ลดต้นขา

2bSlym (ทูบีสลิม) 5 พลังมหัศจรรย์จากสารสกัดธรรมชาติ เพื่อหุ่นเพรียวสวยไม่ต้องรอ ไม่โยโย่ ไม่มีสารเคมี

 

คลิก

 

มะเฟืองผลไม้ลดความอ้วน

ลดความอ้วนด้วยมะเฟือง

friuts

สาว ๆ ที่กำลังมองหาวิธีลดหุ่นอยู่ล่ะก็ ลองใช้มะเฟือง เป็นตัวช่วยดูก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ใครที่ยังไม่เคยทาน หรือไม่รู้จักสรรพคุณ ลองฟังทางนี้แล้ว จะลดความอ้วน ได้ไม่มากก็น้อย

เราจะบอกให้ว่ามะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีทั้งรสหวานและเปรี้ยว เวลาทานต้องฝานออก มาคล้ายรูปดาว นอกจากจะทานเป็นผลไม้แล้ว ยังใช้เป็น เครื่องเคียงกับแหนมเนือง ทำมะเฟืองสามรส หรือคั้นเป็น น้ำผลไม้ก็เข้าท่าไม่เบา เพราะมะเฟืองมีสรรพคุณทางยาช่วย ดับกระหาย แก้ร้อนใน บำรุงเส้นผม ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย และมีวิตามินซีช่วยบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟัน

นอกจากนี้มะเฟืองยังให้พลังงาน น้ำตาลและเกลือโซเดียมต่ำ เหมาะกับการกินเพื่อควบคุมน้ำหนัก คุมน้ำตาลในเลือด หรือลดความอ้วน จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ ต้องการควบคุมน้ำหนักให้เลือกกินมะเฟืองผลไม้อุดมค่า

ผลไม้รสชาติหวานๆ ก็ทำให้อ้วนได้นะ

ที่มา…กุลสตรี

 

 

http://www.facebook.com/imagetreethailand

 

 

ลดน้ำหนัก

ปฏิวัติการกินต้านแก่

ปฏิวัติการกินต้านแก่

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

Anti-Aging Medicine ไม่ได้หวังให้ทุกคนหันมาทานอาหารออแกนิก หรือชีวจิตกันหมดโลก เพราะนั่นดูจะเป็นหนทางที่ “กล้ำกลืน” เกินไป และถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังไม่อยากแก่ นี่คือแผนปฏิวัติการกินแบบง่าย ๆ ที่คุณต้องฟังอีกครั้งหนึ่ง

  • เวลารับประทานอาหารควรเคี้ยวให้ช้าลง
  • เลือกรับประทานแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ อย่างเช่น กล้วย, มะม่วง, แอปเปิล, สตรอว์เบอร์รี, โยเกิร์ต, นม, น้ำตาลฟรุคโตส และเกาลัด
  • ในทางตรงกันข้ามก็หลีกเลี่ยงแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลสูงอย่างพวกข้าวขาว, ข้าวเหนียว, ขนมปังสังขยา, มันฝรั่ง, แตงโม, ไอศกรีม, โดนัท, น้ำตาล และน้ำอัดลม ส่วนแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลางอย่าง แครอท, ข้าวกล้อง, สับปะรด, ก๋วยเตี๋ยว และส้ม ก็ให้เลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ
  • งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • จำกัดอาหารที่มีแคลอรี่สูง
  • ทานอาหารผลไม้สดที่สะอาด
  • คนอ้วนควรยอมรับความจริงว่าทานมากไป และพยายามหลีกเลี่ยง
  • หยุดหาข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงไขมันแปรรูป “Trans Fat” เช่น ไขมันเทียม หรือครีมเทียม
  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด เพราะเต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง ควรหันมารับประทานประเภท “นึ่ง”
  • กินเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี
  • ลดปริมาณไขมันจากสัตว์ นมวัว

 

ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อต้านแก่

หลีกเลี่ยงน้ำมันกรดไขมันไม่อิ่มตัว ควรทานน้ำมันปลา, น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าวแทน

เสริมวิตามิน เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างพอเพียง

สร้างภูมิคุ้มกันความแก่ ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียด

 

5 เมนูอาหารกินต้านแก่

1. ปลาแซลมอน และกุ้ง สารสีส้มที่ผิวของปลาแซลมอน และกุ้ง เป็นสารในกลุ่มคาโรตีน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน

2. ไวน์ องุ่นม่วง ถั่ว และบูลเบอร์รี มีสาร polyphenol ช่วยกระตุ้นความจำและการรับรู้ ป้องกันความอ้วน และโรคไขมันเกาะตับ เบาหวาน

3. นมถั่วเหลือง ช่วยลดความดัน เพิ่มไขมันดี HDL-C

4. แอปเปิล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย

5. บรอกโคลี มีสารซัลโฟราเฟนช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาจาก http://health.kapook.com/view56757.html

 

banner small

เชื่อผิดๆแบบนี้…อ้วนมานักแล้ว
ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เช่น บริหารแขนวันหนึ่ง แล้วก็บริหารขาอีกวันหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป

ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน
ความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า “อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ” เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว 50 แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ 2 แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น

ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น
ความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพ
ความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย 3 จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ 4-5 กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : sanook.com

10 เหตุผลที่ลดเท่าไหร่น้ำหนักก็ไม่ลงสักที
ขบอคุณรูปภาพจาก healthmeup.com

ขบอคุณรูปภาพจาก healthmeup.com

ลดอาหาร ออกกำลังกาย แต่ขึ้นตาชั่งทีไรน้ำหนักก็เท่าเดิม อยากรู้ไหมว่าทำไมกันนะ?

1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?

สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ

2.คุณอาจจะนอนไม่พอ

นอนดึก ๆ หรือนอนน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น

3.คุณเครียดเกินไปไหม?

ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)

4.คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง

กินน้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)

5.คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?

การลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมาก ๆ ออกกำลังกายน้อย ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณลดน้ำหนักก็ได้

6.คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ

ถามตัวเองให้แน่ ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก

7.คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ

ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ

8.น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้

น้ำหนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมาก ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ

9.คุณอาจใจร้อนเกินไป

ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็น ๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเอง…ไม่ต้องรีบ

10.บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)

โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมาก ๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือน ๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

10 เคล็ด (ไม่) ลับ ลดน้ำตาล ลดโรค ลดอ้วน
ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

ของหวานกับผู้หญิงเป็นของคู่กั๊น- คู่กัน แต่อย่าลืมว่าถ้ากินไม่ยั้งโรคต่าง ๆ มากมายจะถามหา ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจไปจนถึงสิ่งที่ผู้หญิงยี้ที่สุดอย่าง “ความอ้วน” แต่ “ความหวาน” ก็เป็นสีสันหนึ่งของชีวิต จะให้ทำใจหักดิบตัดทิ้งไปเลยก็ไม่ได้ ใช่ไหมละ? เคล็ด (ไม่) ลับของ Lisa จะช่วยให้คุณลดน้ำตาลได้โดยที่คุณแทบไม่รู้สึกเลยล่ะ

1. อย่าอดมื้อเช้า วันนี้ตื่นสาย อดข้าวเช้าแล้วกันนะ…อย่าได้คิดอย่างนี้เลยเชียว เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่จะให้พลังงานคุณทั้งวัน การกินมื้อเช้าจะทำให้คุณตื่นเต็มที่ พร้อมลุยงานอย่างสดชื่น และทำให้ความอยากน้ำตาลของคุณลดลงไปทั้งวันด้วย

2. เลือกข้าวกล้องกับขนมปังโฮลวีต ข้าวสวยและขนมปังขาวมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประเภทโมเลกุลเดี่ยวที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แต่ข้าวกล้อง และขนมปังโฮลวีตเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงช้อน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในปริมาณที่น้อยกว่า และช้ากว่า ทำให้บริเวณน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่

3. ทำอาหารกินเอง เดี๋ยวนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเน้นปรุงให้หวานเป็นหลักเพื่อเอาใจลูกค้า โดยที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารแต่ละจานใส่น้ำตาลลงไปขนาดไหน ซึ่งการทำอาหารเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะควบคุมน้ำตาล แถมยังได้ รสชาติถูกปากและได้โชว์เสน่ห์ปลายจวักด้วยนะ

4. ชิมก่อนปรุง อย่างที่บอกว่าอาหารเดี๋ยวนี้เน้นหวานอยู่แล้ว ถ้าคุณใส่น้ำตาลเพิ่มอีกก็อาจหวานจนเลี่ยนได้ก่อนจะแตะเครื่องปรุง ลองชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นยังไง บางทีคุณอาจไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยสักนิดก็ได้

5. ตั้งโควตาของหวานในแต่ละวัน ยิ่งคุณพยายามเลี่ยงเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งอยากเท่านั้น ลองตั้งโควตาให้ตัวเองว่าวันนี้คุณจะกินของหวานได้กี่ชิ้นหรือกี่จาน แล้วใช้โควตานี้กับของหวานที่คุณชอบที่สุด แล้วค่อย ๆ ปรับลดลงทีละน้อย

6. เก็บลูกอมออกไปให้พ้นโต๊ะ สาว ๆ หลายคนอาจคิดว่ามีลูกอมติดโต๊ะไว้เวลาอยากของหวานจริง ๆ จะได้ไม่ต้องออกไปหาของหวานแบบจัดหนัก แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยาก เพราะฉะนั้นเก็บเลยค่ะ แจกจ่ายออกไปเสียให้หมดแล้วไม่ต้องหาเพิ่ม ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้ติดน้ำผึ้งแท้ไว้ผสมน้ำแล้วค่อย ๆ จิบเอาจะดีกว่า

7. กำจัดน้ำอัดลม น้ำอัดลมนี่แหละตัวร้าย เอาออกไปจากตู้เย็นให้หมด ถ้าติดนิสัยต้องดื่มน้ำหวานเป็นประจำ ให้เลือกน้ำผลไม้ 100% ดีที่สุด อ่านฉลากให้เป็น เปรียบเทียบดูยี่ห้อที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด แต่ถ้าคั้นเองได้ก็จะเริ่ดมาก

8. ผลไม้หวาน ๆ ช่วยคุณได้ ผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใย อาหารที่ช่วยลดหรือชะลอการดูดซึมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน และน้ำตาลในผลไม้สดก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่าไหร่

9. เคี้ยวหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล หมากฝั่งพวกนี้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างพวกไซลิทอลและแอสปาร์แตม เพื่อหลอกให้ร่างกายคุณรู้สึกว่าได้กินของหวานไปแล้ว แต่อย่ากินมากเกินไปนะ เพราะอาจทำให้ร่างกายมีความอยากน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นแทน

10. แบ่งของหวานกับเพื่อน ถ้าอดใจไม่ไหว อยากชิมสักนิด อยากลองสักหน่อยจริง ๆ ก็ซื้อมาแต่น้อยแล้วแบ่งให้ทั่ว พอได้เป็นเจ้าของแล้วความอยากของคุณ จะลดลงไปส่วนหนึ่ง และการแบ่งก็จะทำให้คุณได้กินน้อยลง ซึ่งน้ำตาลที่คุณได้รับก็จะน้อยลงตามไปด้วย แล้วถ้าคุณยั้งใจไม่อยู่เพื่อนก็จะช่วยห้ามคุณได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

การปฏิบัติตน เมื่อคิดจะลดน้ำหนัก

อ้วน (Obesite) เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณไขมันสะสมมากกว่าปกติ และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในการศึกษาทางระบาดวิทยาได้ใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ โดยกำหนดว่า

อ้วนมีค่าดัชนีมวลกายเท่ากับหรือมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
น้ำหนักเกินมีค่าดัชนีมวลกายระหว่าง 25-29.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
และน้ำหนักน้อยมีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ข่วยควบคุมน้ำหนักและรักษาสุขภาพคู่กันไปด้วย หากคิดจะลดน้ำหนัก ควรมีการจัดการ ดังนี้

1. ขอให้ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำจริง

2. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และสามารถที่จะทำได้ เพื่อสุขภาพควรตั้งเป้าหมายที่จะลด คือ 5-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น เช่น น้ำหนักตัวเริ่มต้น 80 กิโลกรัม ลดน้ำหนักได้ 5% คือลดประมาณ 4 กิโลกรัม ถ้าลด 10% คือลดประมาณ 8 กิโลกรัม ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง ความดันโลหิตลดลงและไขมันในเลือดลดลงด้วย

3. การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือ การลดอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ คือควรลดน้ำหนักประมาณสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม – 1 กิโลกรัม และเมื่อลดได้แล้วก็ต้องควบคุมน้ำหนักตัวเองให้คงที่ได้ตลอดไป

4. การลดน้ำหนักตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม ควรลดปริมาณอาหารจากที่กินปกติลงวันละ 200-300 กิโลแคลอรี (ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 45-60 นาที) จะลดน้ำหนักได้ดีกว่าลดปริมาณอาหารอย่างเดียววันละ 500 กิโลแคลอรี

 

5. แบบแผนการลดน้ำหนักควรยืดหยุ่น และจะต้องช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้ สำหรับผู้หญิงควรได้รับพลังงานต่ำสุด 1000-1200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ 1400-1600 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่

6. การลดน้ำหนักได้ดี จะต้องมีความตั้งใจจริง เรียนรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและเปลี่ยนแปลงนิสัยการบริโภคทีละน้อยเพื่อสร้างความเคยชิน

7. วิธีลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลระยะยาว คือควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกายสม่ำเสมอตลอดชีวิต

8. การจำกัดอาหาร ในระยะแรกน้ำหนักที่ลดได้มากส่วนใหญ่มักจะเป็นน้ำ ระยะต่อๆ มาจึงจะเป็นระยะที่ร่างกายลดไขมัน ดังนั้น ต้องมีความตั้งใจควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง ให้ได้จริงๆ ถ้าหันกลับไปรับประทานอาหารเหมือนเดิม จะทำให้น้ำหนักส่วนที่ลดเพิ่มคืนมาอย่างรวดเร็ว และควรออกกำลังกายเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม

9. สำหรับผู้ที่เพิ่งลดน้ำหนัก ร่างกายจะยับยั้งการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง และออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม

10. น้ำหนักตัวที่ลดลงได้ ถ้าควบคุมไม่จริงจัง ปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มคืนมา น้ำหนักที่เพิ่มคืนมาจะเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่เพิ่มขึ้น และอาจจะอ้วนมากและเร็วกว่าเดิม

11. น้ำหนักตัวที่ลดลงมาก ระยะต่อมาทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้น เพราะระบบการเผาผลาญของร่างกายลดต่ำลง และปัญหาการปฏิบัติตัวอย่างไม่ต่อเนื่อง

12. จดบันทึกการกินและการออกกำลัง จะช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังรวมทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว มองเห็นวิถีชีวิตที่ต้องแก้ไข ทำให้ระวังตัวในเรื่องการเลือกชนิดอาหารให้มีคุณภาพมากขึ้นและหาโอกาสออกกำลังกายเพิ่ม

13.ควรป้องกันไม่ให้น้ำหนักที่ลดเพิ่มขึ้นได้ภายใน 6 เดือน คุณอาจลดน้ำหนักเพิ่มได้อีก ดังนั้นอย่าชะล่าใจ หยุดควบคุมและกลับไปกินตามใจปาก รวมถึงหยุดออกกำลังกาย

14. อดอาหารมากเกินไป การจำกัดแคลอรีมากเกินไป โดยเฉพาะจากโปรตีน จะทำให้ร่างกายสะสมแคลอรีมากกว่าที่จะเผาผลาญออกไป และยังทำให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาเป็นแหล่งพลังงาน เมื่อกล้ามเนื้อลดลง การเผาผลาญก็ลดลง เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวที่เผาผลาญพลังงาน

15. กินเร็วเกินไป โดยปกติร่างกายต้องใข้เวลาประมาณ 15-20 นาที สัญญาณความอิ่มจะเดินทางไปถึงสมอง (เพื่อบอกให้หยุดกิน) การกินเร็วเกินไป จึงทำให้ร่างกายได้รับอาหารมากเกินความต้องการ

เพราะ “สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง”

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://women.sanook.com/

 

อะโวคาโด ผลไม้ช่วยสลายไขมัน

 

เริ่มแรกขอแนะนำให้คุณผู้หญิงรู้จักกับอะโวคาโด ผลไม้ช่วยสลายไขมันกันก่อนค่ะ

อะโวคาโด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในแถบอเมริกาและยุโรป เพราะในอะโวคาโด มีสารอาหารหลากหลายที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาก แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเพราะหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า กินแล้วอ้วนเพราะหวาน ไขมันสูง แต่ที่จริงแล้ว อะโวคาโดคือ ผลไม้ดีชั้นเลิศที่ช่วยสลายไขมันได้

อะโวคาโด มีเป็นแหล่งของกรดไขมันดี คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acids) ถึง 70 % มีคุณสมบัติลดไขมันร้ายในหลอดเลือด เช่น แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันภายในหลอดเลือด และ ลดโอกาสเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย ในอนาคต
ซึ่งทั้งนี้นั้น สามารถยืนยันได้จากรายงานในวารสาร Archives of medical research ศึกษาในผู้ที่มีระดับไขมันร้ายในหลอดเลือดสูง พบว่า “หากเปลี่ยนมากินอาหารที่มีส่วนประกอบของ อะโวคาโด เป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องนาน 7 วัน สามารถช่วยให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลรวมลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ลดลงถึง 22 เปอร์เซ็นต์

กินอะโวคาโด ไม่อ้วนอย่างไร ?

กระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า อะโวคาโด เป็น ผลไม้ที่มีไขมันสูง โดยมีปริมาณไขมัน 17.3 กรัมต่อน้ำหนักผล 100 กรัม ในขณะที่ผลไม้ชนิดอื่นมีไขมันน้อยมากหรือไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดความแคลงใจที่จะกินผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดนี้ขณะลดน้ำหนัก
เพื่อคลายความสงสัย นักวิจัยจาก North-West University วิทยาเขต Potchefstroom ประเทศแอฟริกาใต้ จึงค้นหาคำตอบ โดยจัดชุดอาหารลดน้ำหนักซึ่งมีสัดส่วนของไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนที่เหมือนกัน ให้กับผู้ทดลองทั้งสองกลุ่ม แตกต่างเพียงกลุ่มแรกมีแหล่งไขมันหลักมาจากอะโวคาโด ( กิน อะโวคาโด 1 ผลหนัก 200 กรัม ทุกวัน ทดแทนไขมันจากแหล่งอื่น) หลัง 6 สัปดาห์ พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักลดลงใกล้เคียงกัน สำหรับกลุ่มที่กิน อะโวคาโด ทุกวัน มีระดับไขมันร้ายในเลือดลดลงมากกว่าอย่างชัดเจน ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่ช่วยน้ำหนักได้ ไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งยังช่วยให้กับร่างกายอีกด้วย

ดังนั้นคุณผู้หญิงที่อยากผอมก็ลองหันมากินอะโวคาโดดูได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Ladyvisa.com

18 เคล็ดลับสุขภาพดี

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

ขอบคุณรูปภาพจาก healthyfoodssite.com

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร

ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว

ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ

หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว

ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก

เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม

ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย

ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า

แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่

ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น

การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ

สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร

สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม

ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Spicy

ฝันร้ายบ่อยๆ อันตราย

คุณฝันร้ายเพราะมีความเครียดหรือไม่? ฝันร้ายนี้ไปรบกวนการนอนปกติหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นก็สำคัญมากที่ต้องหาให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้ฝันร้าย จากนั้นคุณจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลง และลดการเกิดให้น้อยลง

ฝันร้ายคืออะไร
      ฝันร้ายจะดูเหมือนจริงมาก เป็นความฝันที่รบกวนและทำให้ตื่นจากหลับลึก มักจะทำให้หัวใจเต้นแรงจากความกลัว ฝันร้ายมักจะเกิดบ่อยที่สุดในช่วงการหลับที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่าง รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า rapid eye movement หรือ REM ซึ่งเป็นช่วงที่ความฝันส่วนมากเกิดขึ้น เนื่องจากช่วงการหลับระดับ REM จะยาวนานขึ้นเมื่อกลางคืนผ่านไปเรื่อย ๆ จึงอาจพบว่า ฝันร้ายมักเกิดบ่อยในช่วงชั่วโมงเช้ามืด

      เรื่องราวในฝันร้ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างไรก็ดี ก็ยังมีฝันร้ายบางอย่างที่หลายคนเจอเหมือน ๆ กัน เช่น ผู้ใหญ่จำนวนมากจะฝันในทำนองที่ว่าไม่สามารถวิ่งได้เร็วพอที่จะหนีจาก อันตราย หรือฝันเกี่ยวกับการตกจากที่สูงมาก ๆ หากคุณประสบกับเหตุการณ์อันเจ็บปวด เช่น เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจเกิดฝันร้ายซ้ำซากเกี่ยวกับประสบการณ์อันน่ากลัวนี้
      แม้ว่าทั้งฝันร้าย (nightmare) และ night terror จะทำให้เราสะดุ้งตื่นจากความกลัว แต่ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน night terrors มักเกิดขึ้นในช่วงสองสามชั่วโมงแรกหลังนอนหลับ ลักษณะเป็นความรู้สึก ไม่ใช่ความฝัน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกได้ว่ากลัวอะไรเวลาตื่นขึ้นมา

อะไรทำให้ฝันร้ายในผู้ใหญ่
      ฝันร้ายในผู้ใหญ่มักเกิดขึ้นได้เอง แต่ก็อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างจากความผิดปกติบางอย่าง

บางคนฝันร้ายหลังรับประทานอาหารว่างตอนดึก ทำให้เมตาบอลิซึ่มเพิ่มขึ้น และส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อให้มีกิจกรรมมากขึ้น
ยารักษาโรคบางอย่างก็เป็นทราบกันดีว่า ทำให้ฝันร้ายบ่อย ๆ ยาที่ออกฤทธิ์กับสารเคมีในสมองอย่างเช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาเสพติดมักมีความสัมพันธ์กับฝันร้าย ส่วนยาที่ไม่ได้รักษาโรคทางจิตประสาท เช่นยาลดความดันโลหิตบางชนิด ก็ทำให้เกิดฝันร้ายในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน
การหยุดใช้ยา หรือยาเสพติด รวมไปถึงการหยุดแอลกอฮอล์ และยากล่อมประสาทก็อาจกระตุ้นให้ฝันร้ายได้ หากคุณสังเกตได้ถึงความแตกต่างของความถี่ของการเกิดฝันร้ายหลังเปลี่ยนยา ให้ปรึกษาแพทย์
การนอนหลับไม่เพียงพอก็อาจทำให้ฝันร้ายได้เช่นกัน แม้จะเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า วงจรอย่างนี้จะทำให้ฝันร้ายอย่างผิดปกติเกดขึ้นได้หรือไม่
ยังมีปัจจัยทางจิตวิทยาที่ทำให้ฝันร้าย เช่น ความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (Post-traumatic stress disorder-PTSD) มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยฝันร้ายอยู่ซ้ำซาก
นอกจากนี้ ฝันร้ายยังอาจเกิดจากความผิดปกติในการนอนหลับ เช่น การหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ (sleepapnea) และอาการขาอยู่ไม่สุข (restiess legsyndrome) หากยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ การฝันร้ายเรื้อรังอาจเกิดจากความผิดปกติในการนอนหลับนี่เอง คนที่มีญาติพี่น้องที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับฝันร้ายมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น กับตัวเองได้มากขึ้น

ผลที่มีต่อสุขภาพ
      ฝันร้ายจะเป็นมากกว่าฝันร้ายเมื่อมันเริ่มมีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหานอนฝันร้ายนั้น ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล หรือซึมเศร้า มีแนวโน้มมากที่มีความเครียดอันเกิดจากประสบการณ์และทนทุกข์กับความป่วยทางจิตมากกว่า แม้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด แต่ฝันร้ายก็อาจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากฝันร้ายอาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสำคัญที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณฝันร้ายอยู่เป็นประจำ

การนอนหลับไม่พอเพียงเนื่องจากฝันร้าย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ, ซึมเศร้า และโรคอ้วน
      หากฝันร้ายเกิดจากอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และปล่อยเอาไว้ไม่รักษา สาเหตุเบื้องหลังเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลบอย่างรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของร่างกาย และสุขภาพจิต

การรักษาการนอนหลับฝันร้ายในผู้ใหญ่ 
      โชคดีที่มีขั้นตอนที่ทั้งตัวคุณและแพทย์จะช่วยกันทำให้ความถี่ในการฝันร้าย น้อยลง แรกสุด หากฝันร้ายเกิดจากการใช้ยาก็อาจเปลี่ยนปริมาณที่ใช้ หรือเปลี่ยนยาเพื่อกำจัดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์  สำหรับผู้ที่ฝันร้ายอันเนื่องจากการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ หรืออาการขาอยู่ไม่สุข การรักษาอาการเหล่านี้อาจช่วยให้ดีขึ้นได้ 

 หากฝันร้ายของคุณไม่เกี่ยวกับการป่วย หรือการใช้ยาก็อย่าเพิ่งหมดหวัง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลถึง 70% ของผู้ที่ฝันร้าย รวมไปถึงผู้ที่มีอาการวิตกกังวล, ซึมเศร้า และความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD)

การฝึกจินตนาการก็เป็นการบำบัดทางพฤติกรรมที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับ การฝันร้ายอันเนื่องจาก PTSD เทคนิคก็คือ ฝึกความคิดที่อยากจะหลุดออกมาจากสิ่งนั้นในขณะที่เรายังตื่น บางครั้งอาจมีการใช้ยาเข้าร่วมเพื่อรักษาอาการฝันร้ายในลักษณะนี้ แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่เห็นได้ชัดเท่ากับการฝึกจินตนาการ
      ยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ที่ช่วยลดความถี่ของฝันร้ายลง อย่างการรักษาตารางเวลาเข้านอนและเวลาตื่นก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ จะช่วยบรรเทาการฝันร้ายอันเนื่องจากความวิตกกังวลและความเครียด คุณอาจพบว่า การเล่นโยคะและการทำสมาธิก็อาจช่วยได้
การฝึกอนามัยการนอนหลับ ช่วยป้องกันไม่ให้นอนไม่พอแล้วเป็นบ่อเกิดของฝันร้าย ควรจัดห้องนอนให้น่าผ่อนคลาย เงียบสงบเหมาะสำหรับการนอน จะได้ไม่ทำให้คุณรู้สึกถึงกิจกรรมเครียด ๆ นอกจากนี้ให้ระวังการดื่มแอลกอฮอล์, กาเฟอีน และการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ในร่างกายเราได้นานกว่า 12 ชั่วโมง และมักไปรบกวนรูปแบบการนอนหลับ

จิตบำบัด
      ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรี่ ครา โคว์ และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยแห่งนิวเม็กซิโก ได้ทำการศึกษาจำนวนมากมายเกี่ยวกับการใช้จิตบำบัดเพื่อรักษาอาการฝันร้าย นักวิจัยกลุ่มนี้ค้นพบผลในทางบวกในการรักษาผู้ป่วยฝันร้ายอันเนื่องจาก PTSD

      ครา โคว์ และเพื่อนร่วมงานพบว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมและเหยื่อจากการล่วงเกินทางเพศที่เกิดอาการ PTSD แล้วได้รับการบำบัดจะมีฝันร้ายน้อยกว่า และมีคุณภาพการนอนหลับดีขึ้นหลังการบำบัดเป็นกลุ่มผ่านไปสามครั้ง นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งได้ทำการศึกษานำร่องเล็ก ๆ และให้การบำบัดแก่ทหารผ่านศึกเวียดนาม และก็ได้ผลอย่างเดียวกัน
      การศึกษาการบำบัดที่มหาวิทยาลัยแห่งนิวเม็กซิโกเรียกว่า ‘การบำบัดด้วยวิธีจินตนาการ’ (Imagery Rehearsal Therapy) จัดว่าเป็นการรักษาแบบความคิดและพฤติกรรมบำบัด (cognitive-behavioral treatment) เป็นการบำบัดที่ไม่ใช้ยา สิ่งที่มีในกระบวนการบำบัด ได้แก่ ในช่วงที่ตื่นก็ช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนตอนจบของฝันร้ายเสีย ทำให้ฝันนั้นไม่ทำให้อารมณ์เสียอีกต่อไป จากนั้นก็ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยให้ฝึกจินตนาการถึงภาพที่เห็นที่เป็นภาพใหม่ ไม่ทำให้หวาดกลัวให้มาสัมพันธ์กับความฝันที่เปลี่ยนไป
      การบำบัดด้วยวิธีจินตนาการนี้ยังมีส่วนอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ป่วยแก้ปัญหาอื่นที่เกี่ยวเนื่องมาจากฝันร้าย เช่น โรคนอนไม่หลับ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยจะได้รับการสอนการวางแผนเบื้องต้นที่อาจช่วยพวกเขาทำให้คุณภาพการนอน หลับดีขึ้น เช่น การงดกาเฟอีนตลอดช่วงบ่าย, ทำการผ่อนคลายทุกเย็นให้เป็นกิจวัตรประจำวัน หรืองดนอนดูโทรทัศน์บนเตียง

การบำบัดด้วยยาสำหรับฝันร้าย 
     นักวิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อรักษาฝันร้าย อย่างไรก็ตาม ควรทราบไว้ว่า สิ่งที่นักวิจัยค้นพบยังไม่สมบูรณ์นัก เมื่อเทียบกับการศึกษาในการบำบัดด้วยการฝึกจินตนาการ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าการศึกษาด้านการใช้ยารักษายังมีอยู่น้อย และการศึกษาแบบนี้มักเป็นการศึกษาเล็ก ๆ และไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (ที่ไม่ได้รับยา) ทำให้ยากที่จะแน่ใจว่า การใช้ยาช่วยลดฝันร้ายลงได้หรือไม่ หรือเป็นเพราะผู้ป่วยมีความเชื่อ หรือมั่นใจว่ายาช่วยได้ ซึ่งเป็นผลที่เรียกว่า placebo effect

จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่รักษาอาการฝันร้าย
      ฝันร้ายอาจกลายมาเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตในบางคน แต่บางคนก็ไม่เป็น เช่นนั้น สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ ฝันร้ายพบได้บ่อยในช่วงแรก ๆ ของการผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม การวิจัยแนะนำว่า คนส่วนมากที่มี PTSD (รวมทั้งฝันร้าย) ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานจะหายจากฝันร้ายได้โดยไม่ต้องรักษา โดยมากมักจะใช้เวลาราวสามเดือนหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น ๆ

       อย่าง ไรก็ตาม หากอาการ PTSD (รวมทั้งฝันร้าย) ไม่ลดลงไปหลังสามเดือน อาการเหล่านี้อาจกลายมาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากคุณฝันร้ายมานานกว่าสามเดือน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตและพูดคุยเกี่ยวกับการบำบัดทางพฤติกรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก healthupdatetoday.com

เคล็ดลับที่ทำให้คุณตื่นมาพร้อมความสดชื่น

ขอบคุณรูปภาพจาก angrytrainerfitness.com

แค่ลืมตาตื่นก็ยากอยู่แล้ว แถมยังต้องมาทนกับเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าอีก เมื่อคิดถึงเรื่องเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะแล้ว ไม่อยากจะพลิกตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำเลยจริง ๆ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ต้องมาแต่งหน้าแต่งตัวอีก จะส่งกระจกทีไรก็เห็นขอบตาคล้ำ ๆ ทุกที เห็นแล้วปวดใจจริง ๆ ซึ่งกว่าจะได้ออกจากบ้านก็เหลือเวลาไม่เท่าไหร่แล้ว ไปจะทำงานก็ต้องปวดหัวกับเรื่องรถติดอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว ชีวิตของคนธรรมดานี่ ไม่ธรรมดาจริง ๆ เลยนะ

วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำเรื่องราวดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณเตรียมตัวตั้งรับกับเช้าวันใหม่ที่แสนจะยุ่งยากมาบอกกัน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

1. เตรียมชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ไว้ทุกครั้ง

สิ่งที่ทำให้คุณเสียเวลามากที่สุด และต้องมาตอกบัตรที่บริษัทแบบฉิวเฉียด กึ่ง ๆ สาย ทุกครั้ง นั่นก็เป็นเพราะคุณมัวแต่เสียเวลาไปกับการค้นตู้เสื้อผ้านะสิ และคิดว่าวันนี้จะใส่ชุดสีอะไรดีนะ (ยังไม่รวมเวลาแต่งหน้านะ) กว่าจะตัดสินใจได้ก็ปาเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้อีก ก็ลองเปลี่ยนวิธีใหม่นะคะ โดยคิดไว้ซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่าพรุ่งนี้คุณจะใส่อะไรไปทำงาน ทั้งเสื้อผ้า ทั้งกระโปรง ลายไหนสีไหนก็คิดให้เสร็จ แล้วเอามาแขวนไว้หน้าตู้ ครั้งต่อไปก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลายืนปวดหัวเลือกเสื้อผ้าทุกเช้าอีก

2. เตรียมของใช้ให้พร้อม

ทั้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ สมุดจดตารางนัดหมาย ฯลฯ สิ่งสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่คุณจะต้องใช้ หยิบใส่กระเป๋าให้พร้อม และถ้าในคืนนั้นคุณต้องชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ทั้งคืนละก็ คุณก็ควรแปะโน้ตเตือนความจำไว้ที่กระเป๋าด้วยนะคะ และก่อนจะสะพายกระเป๋าออกจากบ้านก็ลองเช็คของในกระเป๋าดูอีกครั้งว่า คุณมีของครบแล้วหรือยัง ถ้าเช็คดูจนมั่นใจแล้วก็ออกไปทำงานได้เลย อ้อ! อย่าลืมกุญแจบ้าน หรือกุญแจรถนะคะ จะหาว่าเราไม่เตือน

3. เตรียมอาหารให้ท้องอิ่ม

เราไม่ได้ให้คุณทำอาหาร แล้วกินเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนนะคะ แต่เราให้คุณเตรียมอาหารไว้สำหรับวันถัดไปต่างหาก คุณอาจจะแพ็คใส่กล่องข้าว หรือถุงแล้วนำไปแช่ตู้เย็น วันรุ่งขึ้นก็แค่นำอาหารไปเวฟ หรืออุ่นอาหารให้สุก แค่นี้ก็ประหยัดเวลาทำอาหารไปได้อีกเยอะเลย และที่สำคัญคุณก็ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารในสภาพหลับ ๆ ตื่น ๆ อีกต่อไป

4. แปะโน้ตสำคัญเอาไว้

ถ้าวันนี้คุณติดประชุม หรือมีนัดทานข้าวกับลูกค้า หรือจะออกไปท่องราตรีกับเพื่อน ๆ ก็ควรติดข้อความบอกที่บ้านของคุณไว้หน่อยก็ดีนะคะ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องมานั่งรอคุณกลับบ้านดึก ๆ อย่างเช่น คืนนี้กลับดึกนะ มีนัดกับลูกค้า หรือวันนี้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ต้องทานข้าว หรือสารพัดข้อความที่คุณอยากจะบอกกับคนในบ้าน ก็ติดเอาไว้ในที่ที่พวกเขาเห็นได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ตู้เย็น หรือบนกระดาน เพียงแค่นี้พวกเขาก็จะรู้แล้วว่า วันนี้คุณจะไปทำอะไรที่ไหน ถ้าหากคุณกลับผิดเวลา พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงยังไงล่ะคะ

5. ทำอาหารเช้าได้ง่าย ๆ นิดเดียว

บางคนอาจจะละเลยมื้อสำคัญ อย่างเช่นอาหารมื้อเช้าไป เพราะต้องรีบออกไปทำงาน เลยไม่อยากเสียเวลากินข้าวที่บ้าน ถ้าอย่างนั้นลองเปลี่ยนวิธีกินอาหารดีไหมคะ แค่เปลี่ยนไปทานอาหารกินง่ายให้พลังงานสูงอย่างเช่น กล้วย ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล กันดีกว่าไหม ทั้งประหยัดเวลา ทั้งได้คุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งคุณจะได้ไม่พลาดมื้อสำคัญของวันด้วย

6. บันทึกรายรับ – รายจ่ายประจำวัน

ถ้าไม่อยากจะเจออาการสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจละก็ คุณควรวางแผนไว้เลยว่า ในหนึ่งเดือนคุณมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และในแต่ละวันคุณจะใช้จ่ายเงินวันละเท่าไหร่ เมื่อถึงตอนเช้า คุณก็แค่ก็เตรียมเงินให้เท่ากับจำนวนที่คุณตั้งไว้ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินเกินงบ แค่นี้ก็คุณก็มีเงินเก็บได้ไม่ยาก และนี่ยังเป็นวิธีที่จะช่วยคุณควบคุมการใช้เงินได้ดีอีกด้วย ส่วนเงินที่เหลือในแต่ละวัน คุณจะเอาไปแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ๆ หรือจะเก็บเข้าธนาคารสะสมดอกเบี้ยเล่น ๆ ก็ได้ (แต่แนะนำว่าวิธีหลังดีกว่านะคะ)

คราวนี้คุณก็ทราบเคล็ดลับดี ๆ กันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันด้วยนะคะ เพราะถึงแม้ชีวิตของคุณจะยุ่งยาก หรือวุ่นวายสักแค่ไหน แต่ถ้าคุณมีวิธีบริหารเวลา และรู้จักวิธีตั้งรับดี ๆ ละก็ ต่อให้เป็นเรื่องยากแค่ไหน คุณก็สามารถเปลี่ยนเรื่องยาก ๆ เหล่านั้น ให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้ภายในพริบตาเลยล่ะค่ะ คราวนี้คุณก็สามารถตื่นมาพร้อมรับแสงวันใหม่ได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องจุกจิกกวนใจอีกแล้วล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Kapook.com

แค่หายใจก็ลดหน้าท้องได้

ขอบคุณรูปภาพจาก getitwrighthere.com

สมัยตอนเด็กๆ เราไม่มีพุง แต่พอถึงช่วงทำงานแล้วพุงมาจากไหน ทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม เหมือนเดิมทุกๆวัน

  • คำถามแรกลองถามตัวเองก่อนว่าการที่มีหน้าท้องนั้น เราได้เคยออกกำลังกายหน้าท้องบ้างรึเปล่า?
  • คำถามที่สอง เคยออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ อย่างน้อย 3 – 5 วัน ต่อสัปดาห์หรือไม่ หรือเคยออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไปรึเปล่า?

ทั้งสองคำถามนี้ คุณเคยได้ทำบ้างมั้ย?

แต่ถ้าคุณไม่เคยทำเลยทั้งสองข้อ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีพุงยื่นจะติดตัวมาอย่างแน่นอน วันนี้เรามีวิธีการออกกำลังแบบง่ายๆ ให้ไปลองฝึกดูกัน สามารถฝึกได้ทุกที่เวลา เค้าเรียกว่า ท่า Stomach Vacuum

ท่า Stomach Vacuum เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในการช่วยลดพุงยื่น เริ่มแรกเราต้องมาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อที่เราจะออกกำลังกายกันก่อน คือ

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis คือกล้ามเนื้อที่เรียงตัวพาดไปตามแนวขวาง กล้ามเนื้อนี้จะอยู่ข้างใต้ กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis (ช่องท้องหรือที่เรียกว่า “Six Pack” กล้ามเนื้อ) นั้นเอง

กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis มีหน้าที่พยุงอวัยวะภายในช่องท้องเอาไว้นะครับ ถ้ากล้ามเนื้อนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะรัดช่วงท้องของคุณเอาไว้ได้แล้ว หน้าท้องของคุณก็จะเหมือนกับว่าอวัยวะภายในจะดันออกมาภายนอกนั้นเอง

วิธีฝึกหน้าท้องแนวขวางนี้ คือ Stomach Vacuum โดยการสูดลมหายใจเข้ามาในช่องท้อง เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อ Transverse Abdominis เข้ามา

 

วิธีลดหน้าท้องคือ

1. นั่งหรือยืนก็ได้ มือวางที่หน้าขา

2. ยืดตัวตรงหายใจออกปกติ

3. หายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดเข้ามา

4. หายใจเข้าอีกครั้งเกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งให้หน้าท้องหดลงเข้าไปอีก

5. หายใจเข้าอีกครั้งให้เกร็งหน้าท้องอยู่ที่เดิม แล้วหายใจออกทางปาก เกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามามากกว่าเดิม ทำซ้ำอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็พยายามให้ท้องหดเข้ามาเกร็งเข้ามาๆ และยืดอกขึ้นตลอดเกร็งหน้าท้องให้หดเข้ามาให้มากที่สุด เหมือนการทำให้สะดือของคุณดันเข้ามาติดกับกระดูกสันหลังของคุณ แล้วหดเกร็งหน้าท้องให้สุดๆ

6. พอสุดแล้วให้ค้างไว้ ประมาณ 30 วินาที หรือ หนึ่งนาที เวลาเกรงค้างไว้ให้หน้าท้องบีบตัวเกร็งกันมากๆ เราเรียกว่า 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 ครั้ง และทำได้ตลอดทั้งวัน (เวลาที่หน้าท้องหดเกร็งสุดๆ แล้วเวลาค้างไว้ห้ามกลั้นหายใจ ให้หดเกร็งสุดๆ แล้วพยายามหายใจเข้าและออกด้วย)

ถ้าฝึกแบบนนี้เป็นประจำก็จะทำให้กล้ามเนื้อ Transverse Abdominis รัดหน้าท้องของเราเข้าไป และอย่าลืมว่าต้องออกกำลังกายแบบเหนื่อยจัดๆ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่ไปด้วย

 

 ขอบคุณเนื้อหาจาก never-age.com

ทำอย่างไรไม่บวมน้ำ

ขอบคุณรูปภาพจาก dailyglow.com

ถ้าตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกว่าหน้าดูอืดๆ บวมๆ เสื้อผ้าคับ ท้องอืด แหวนคับนิ้ว รองเท้าคู่เล็กลง 
คุณรู้สึกอึดอัดอย่างแรงแสดงว่าอาการบวมน้ำถามหาคุณแล้วล่ะ

โดยปกติแล้ว ร่างกายของเรา จะสามารถรักษาระดับความสมดุลของน้ำในร่างกายได้ตามธรรมชาติ แต่บางทีหากรับประทานอาหารรสเค็มจัด ดื่มจัด ช่วงขี้เกียจไม่ลุกจากเตียงหรือช่วงวันนั้นของเดือน ก็อาจมีผลให้ร่างกายทำงานเขวไปบ้าง อาการข้อเท้าบวมและน้ำหนักขึ้นกะทันหัน คือ สัญญาณเตือน แต่อย่าเพิ่งกังวลไปอาการบวมน้ำรักษาเองได้ไม่ยากอย่างที่คิด 

  • ใช้น้ำรักษาน้ำ 

การออกกำลังกายในสระว่ายน้ำ สามารถช่วยบรรเทาได้ เพราะน้ำในสระจะเป็นแรงดันน้ำส่วนเกินจากเนื้อเยื่อ แนะนำให้ออกกำลังในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 27-32 องศาเซลเซียส แต่ถ้าคุณตั้งครรภ์ หลีกเลี่ยงน้ำที่มีอุณหภูมิเกิน 37 องศาเซลเซียส 

  • เลี่ยงยาขับปัสสาวะ

แม้ยาขับปัสสาวะ จะช่วยกำจัดน้ำส่วนเกิน สำหรับผู้มีปัญหาโรคไต ตับ หรือหัวใจ แต่ถ้าใช้อย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการบวมน้ำ ซึ่งหากหยุดยาเมื่อไหร่ อาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว 

  • ลดเกลือ 

พยายามเลี่ยงอาหารรสเค็ม เนื่องจากความเค็ม จะกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้จนกว่าไตจะทำการขับน้ำออก ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง 

  • ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังช่วยกระตุ้นระบบหายใจ ระบบปัสสาวะและขับน้ำส่วนเกินออกมากับเหงื่อ หากคุณต้องนั่งนานๆ ให้ลุกขึ้นมาขยับแข้งขาทุกๆ ชั่วโมง ขยับนิ้วเท้าขึ้นลงหรือยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ 

  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น 

บางคนอาจยังสงสัยอยู่ว่า การดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปในร่างกายจะช่วยลดอาการบวมน้ำได้อย่างไร น้ำที่ดื่มจะไหลเวียนเข้าไต และระบบปัสสาวะช่วยเจือจางความเค็ม ซึ่งน้ำจะถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้นในรูปของปัสสาวะ 

  • จิบชาสมุนไพรสักนิด

สมุนไพรส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ โดยเฉพาะขึ้นฉ่าย ดื่มซักประมาณวันละ 2-3 แก้ว ช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำได้ 

  • นอนยกเท้าขึ้นสูง

ช่วยให้น้ำที่ขังอยู่ตามขาไหลกลับเข้าระบบไตเพื่อขับออกมาได้ง่ายขึ้น

ถ้าวิธีต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่ช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำ หรือถ้าคุณมีอาการกดไปตามผิวหนังแล้วมีอาการบุ๋มไม่กลับสภาพเดิม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com 

ออกกำลังฟิตหุ่นให้ดูดีใน 7 วัน

ขอบคุณรูปภาพจาก paulaselegantbride.com

อยากดูเด็ก ดูอ่อนเยาว์ คงต้องมาออกกำลังกายเรียกพลังกันซักหน่อย หากคุณเริ่มรู้สึกเบื่อกับการออกกำลังกายแบบเดิมๆ เรามี 7 วิธีมาแนะนำ เพื่อให้การเวิร์กเอาท์ในแต่ละวันของคุณ ไม่ซ้ำซากอีกต่อไป

1.เดิน ได้หมดทั้งเดินเล่น เดินขึ้นบันได เดินช็อปปิ้ง หรืออาจหาเวลามาเดินสูดอากาศบริสุทธ์ในสวนสาธารณะก็เพลินใจไปอีกแบบ การเดินอย่างต่อเนื่อง 30 นาที จะช่วยบริหารปอดและหัวใจให้แข็งแรง กระชับกล้ามเนื้อ ลดไขมันต้นขาด้วย

2.วิ่งจ๊อกกิ้ง เปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่ง เพื่อให้ฟิตกว่าเดิม การวิ่งจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเป็นอย่างดี ทำให้เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ช่วยบริหารหน้าอก นอกจากนี้น่องขาจะแข็งแรง และเรียวได้รูป เพราะการวิ่งเป็นวิธีนี้จะรีดไขมันได้เร็วที่สุด

3.ว่ายน้ำ การว่ายน้ำจะช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้มากกว่าการเดินเร็วถึง 2 เท่า และท่าต่าง ๆ ยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนด้วย อย่างท่ากบ ที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าอก ต้นแขน และต้นขาด้านใน ท่าผีเสื้อ เหมาะสำหรับคนไหล่แคบและช่วยบริหารไหล่ด้วย ท่าฟรีสไตล์ ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องและขา ว่ายน้ำเป็นประจำหุ่นเฟิร์มแน่นอน เพราะฉะนั้น ใครอยากลดความอ้วน เริ่มด้วยการว่ายน้ำเลยก็ได้

4.กระโดดเชือก เราสามารถเลือกฟิตหุ่นแบบนี้ได้ทั้งในและนอกบ้าน แค่มีเชือกสำหรับกระโดนเท่านั้นก็พอแล้ว การกระโดดเชือกจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขา ต้นแขน และสะโพก เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกแล้ว ยังช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีทีเดียว

*การกระโดดเชือก 25 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 350 แคลอรี

5.ปั่นจักรยาน ได้ประโยชน์คล้าย ๆ กับการวิ่ง เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด และที่ดีไปกว่านั้น สำหรับสาวสะโพกใหญ่ จะช่วยลดบั้นท้ายและต้นขาให้เรียว

6.โยคะเพื่อความอ่อนเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นโยคะร้อน โยคะเย็น จะเป็นที่ฟิสเนสมีครูสอน หรือจะโยคะเองที่บ้านก็ได้ การฟิตด้วยวิธีนี้จะทำให้หุ่นเฟิร์มขึ้น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นระบบกล้ามเนื้อและการไหลเวียนของโลหิต บางท่ายังช่วยบำบัดโรคได้ด้วย เช่นปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดประจำเดือน นอกจากนี้ผิวพรรณหน้าผ่องใสเป็นของแถมด้วย

7.แอโรบิกดานซ์ วิธีนี้ช่วยกระตุ้นหัวใจและปอดให้แข็งแรง ไม่อ่อนเพลียง่าย มีประโยชน์ต่อระบบย่อย แต่การเต้นแอโรบิก ต้องใช้เวลานานตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้น อายุต้องไม่มาก ไม่เป็นโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงด้วยล่ะ

7 วัน 7 วิธี แค่นี้ก็หุ่นดี และดูอ่อนเยาว์ไปพร้อมกันแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com

 

6 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเกิดไข้ตัวร้อน

ขอบคุณรูปภาพจาก :: thaihealth.net

มรี่ อี แฟรงค์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานฟรานซิสโก บอกว่า สิ่งที่คุณคิดว่ารู้เกี่ยวกับไข้ตัวร้อนอาจทำร้ายคุณได้ ต่อไปนี้คือเรื่องเข้าใจผิด 6 ประการที่เธอให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือ “Bottom Line Health”

1.อุณหภูมิร่างกายตามปกติคือ 37.0 องศาเซลเซียส

ที่จริงแล้วทุกคนมีอุณหภูมิร่างกายตามปกติที่แตกต่างกันเล็กน้อย และอุณหภูมิปกตินี้ก็อาจเปลี่ยนไปได้ตามช่วงเวลาในแต่ละวัน หรือเมื่อคุณมีอายุมากขึ้น

2.ไข้ หมายถึงการติดเชื้อเสมอ

ไม่เลย สิ่งอื่นนอกเหนือจากการติดเชื้อสามารถทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณเพิ่มขึ้นได้ เช่น อาการแพ้ การขาดน้ำ ความไม่สมดุลของฮอร์โมน และมะเร็ง

3.คุณควรกินยารักษาอาการไข้เสมอ

ไม่เช่นกัน เพราะไข้เป็นการปกป้องตัวเองตามธรรมชาติ และแพทย์บางคนก็แนะนำให้ปล่อยมันเป็นไปตามนั้น แค่จำไว้ว่าให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ ถ้าไข้สูงกว่า 40 องศา (สำหรับผู้ใหญ่) จึงค่อยกินยาเพื่อรักษา

4.แอสไพรินเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับรักษาไข้

ยาที่มีขายตามร้านขายยา อย่างเช่น แอสไพริน หรืออะซีตามิโนเฟนทำงานได้ดีพอ ๆ กัน แต่ไม่ควรใช้กับเด็ก

5.ถ้าคุณมีไข้แสดงว่าคุณเป็นโรคติดต่อ

ถ้าคุณมีไข้ มันไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นโรคติดต่อ และเมื่อคุณเป็นโรคติดต่อ คุณก็อาจไม่มีไข้ก็ได้ ฉะนั้น อย่าใช้การมีไข้มาเป็นแนวทางว่าคุณควรอยู่ห่างจากคนอื่นหรือไม่

6.เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้เที่ยงตรงทุกอัน

ที่จริงแล้วเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทดีที่สุด ตามมาด้วยแบบดิจิตอลเป็นอันดับสอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : Lisa, kapook.com